วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

10 ของฝากจากเกาหลี ที่พลาดไม่ได้!


ท่องเที่ยว เกาหลี


            ไปเกาหลีซื้ออะไรดี? คำถามเด็ดประจำทริป ที่เกือบทุกคนที่เตรียมตัวไปเยือนเกาหลีจะต้องถาม แน่นอนว่าในคำถามนั้นคงรวมถึงของที่จะซื้อให้ตัวเองและของฝากให้คนที่อยู่ทางนี้ด้วย แล้วอะไรดีล่ะที่คู่ควรแก่การหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมา วันนี้กระปุกดอทคอมจึงรวบรวม 10 ของฝากจากเกาหลี มาแนะนำให้คุณหายสงสัยกันจ้า


1. เครื่องสำอาง

            แน่นอนว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงที่ไปเกาหลี มักจะเผื่อที่ว่างในกระเป๋าสำหรับหอบเอาเครื่องสำอางจำนวนมากกลับมาด้วย เพราะเครื่องสำอางเกาหลีช่างตอบโจทย์ความต้องการของสาวไทยได้ตรงเป๊ะ เนื่องจากสาวเกาหลีเขามักจะแต่งหน้ากันขาวใสเด้งแบบดูไม่โบ๊ะ แถมยังมีครีมบำรุงสารพัดชนิดที่เหมาะกับผิวแบบสาวเอเชีย แพ็คเกจก็น่ารัก และมีให้เลือกหลากหลาย ในราคาย่อมเยามาก ๆ อีกด้วย แล้วใครจะอดใจไหวล่ะ (จริงไหม) เครื่องสำอางจึงเป็นของฝากอันดับแรกที่มักจะถูกฝากซื้อและหอบหิ้วกลับมาฝากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ให้สวยเริ่ดกันถ้วนหน้ายังไงล่ะจ๊ะ

2. เสื้อผ้า

            แฟชั่นเกาหลีกำลังฟีเวอร์ในบ้านเรามาก ๆ เสื้อผ้าเกาหลีจึงเป็นของฝากที่หาซื้อได้ง่ายและไม่ซ้ำใคร ตลาดใหญ่ ๆ ที่มีเสื้อผ้าแฟชั่นขายก็คงจะหนีไม่พ้น ทงแดมุน ย่านขายส่งเสื้อผ้าที่ใหญ่อลังการคล้ายประตูน้ำบ้านเรา หรือจะเป็น เมียงดง ที่ให้อารมณ์สยามสแควร์ก็ได้นะ เสื้อผ้าที่เกาหลีมีให้เลือกหลากหลายลองเลือกดูให้เหมาะกับคนที่จะซื้อไปฝาก รับรองว่าสวย เก๋ และไม่ค่อยซ้ำใครที่เมืองไทยแน่นอนจ้า

3. กระเป๋า รองเท้า

            มีเสื้อผ้าแล้ว จะขาดกระเป๋ากับรองเท้าก็คงไม่ได้ ดังนั้น จะหอบหิ้วเสื้อผ้ากลับเมืองไทยทั้งที ก็อย่าลืมแวะซื้อกระเป๋ากับรองเท้าติดไม้ติดมือกลับมาบ้างนะจ๊ะ เพราะความน่ารักของแฟชั่นเครื่องหนังที่นี่ไม่ยอมน้อยหน้าใครเลยล่ะ รองเท้าแต่ละคู่เด็ดดวงทั้งนั้น กระเป๋าก็สวยแปลกตา ราคาจะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ ลองเลือกดูที่คุณโอเคกับมันก็แล้วกันเนอะ 

4. กิมจิ

            ไปเกาหลีไม่ซื้อกิมจิก็คงเหมือนไปไม่ถึง เพราะซื้อจากที่นี่ก็คงพออุ่นใจได้ว่า เป็นกิมจิต้นฉบับแบบออริจินอล ที่ชาวเกาหลีเขารับประทานกัน ติดกระเป๋ากลับมาเมืองไทยฝากคนที่ไม่ได้ไปด้วย ให้รู้สึกอินเหมือนได้ไปด้วยกันซะเลย อิอิ หรือจะแบ่งไว้กินเองให้ได้หวนนึกถึงบรรยากาศอาหารที่เกาหลีก็แจ่มนะ

5. เครื่องเขียน

            ต้นตำรับความน่ารักที่ไม่น้อยหน้าใคร ทำให้เครื่องเขียนที่เกาหลี โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซื้อกลับมาฝากคนทางนี้บ้างก็กุ๊กกิ๊กดีนะ โดยเฉพาะอุปกรณ์ Scrapbook หรือ สมุดภาพแฮนด์เมด ที่ฮิตกันอยู่ทั่วโลก คนเกาหลีเขาก็ผลิตอุปกรณ์ออกมาได้น่ารักมาก ๆ เลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็น ตัวปั๊มสารพัดแบบ สก็อตเทปลวดลายต่าง ๆ หรือแม้แต่กระดาษ ปากกา ก็ดูน่ารักสมกับเป็นเกาหลีจริง ๆ เหมาะกับการซื้อมาฝากคนน่ารัก กุ๊กกิ๊ก ให้หัวใจได้พองโต

6. สาหร่ายอบกรอบ

            อีกหนึ่งของอร่อยในเกาหลีที่ขึ้นชื่อว่าควรซื้อกลับมาด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่เกาหลีมีสาหร่ายปรุงรสยี่ห้อต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย รสชาติก็เด็ดโดนใจคนรักขนมขบเคี้ยว ใครชอบแบบไหนลองเลือกกลับมาฝากคนที่นี่สักห่อสองห่อ รับรองว่าต้องมีติดใจจนอยากให้คุณกลับไปเหมามาอีกเลยล่ะ

7. โสม

            ถ้าเป็นเรื่องโสมคงต้องยกให้ประเทศเกาหลี เพราะเขาเป็นประเทศที่ปลูกสมุนไพรชนิดนี้อย่างจริงจัง แถมยังบรรยายสรรพคุณเอาไว้เยอะแยะมากมาย จนหลายคนอดใจไม่ไหว อยากลองซื้อมารับประทานดูสักหน่อย เพราะเขาว่ากันว่าโสมเกาหลีช่วยบำรุงร่างกาย ให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า อายุยืนยาว แถมยังช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศอีกด้วยล่ะ แหม! ถ้าซื้อมาฝากคนที่ต้องการบำรุงกำลัง เขาก็คงจะปลาบปลื้มน่าดู

8. โซจู

            ถึงแม้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไหน ๆ ก็ให้ผลแบบเดียวกัน (คือเมานั่นเอง) แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศเกาหลีอย่าง โซจู ก็จัดเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ ที่ชาวเกาหลีนิยมดื่มแก้หนาวกันอย่างแพร่หลาย โซจู จึงกลายเป็นอีกหนึ่งของฝากที่เหมาะกับการหอบหิ้วมาให้คนทางนี้ได้ลองลิ้มชิมรสดูบ้างเหมือนกัน แต่อย่าหอบมาเยอะแยะจนดูเหมือนค้าน้ำเมาซะเองล่ะ อย่าลืมว่าให้เหล้าเท่ากับแช่งนะจ๊ะ อ่านข้อนี้แล้วเด็ก ๆ อย่าลืมใช้วิจารณญาณด้วยนะ

9. สตรอเบอร์รี่ลูกยักษ์ 

            เพราะเป็นเมืองที่มีอากาศหนาวถึงขั้นติดลบ แน่นอนว่าผลไม้เมืองหนาวอย่างสตรอเบอร์รี่จะต้องมีให้เห็นที่เกาหลีแน่ ๆ แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ สตรอเบอร์รี่เกาหลีจะมีขนาดใหญ่โตพอสมควร มีความกรอบมากกว่าสตรอเบอร์รี่ทั่วไป แถมยังมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ แต่การจะซื้อของฝากเป็นเจ้าสตรอเบอร์รี่นั้น คงจะเหมาะกับคนที่เดินทางไปเกาหลีในช่วงหน้าหนาวเท่านั้นนะจ๊ะ เพราะเขามีมากในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น


10. ของที่ระลึกพื้นเมือง

            ไปต่างบ้านต่างเมืองทั้งที การเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ของที่ระลึกพื้นเมืองที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมเกาหลี ก็นับเป็นอีกหนึ่งของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะซื้อหาติดไม้ติดมือกลับไปเช่นกัน พวงกุญแจ ชุดน้ำชา ตุ๊กตาเกาหลี ล้วนเป็นสิ่งของที่บอกถึงวัฒนธรรมเกาหลีได้ในตัว หากใครงบมากหน่อยจะซื้อชุดฮันบกกลับไปฝากเพื่อนฝูงและญาติ ๆ ก็ได้ ไม่ผิดกติกานะจ๊ะ

การเตรียมตัวแบกเป้ท่องเที่ยว


การเตรียมตัวแบกเป้ท่องเที่ยว


การเตรียมตัวแบกเป้ท่องเที่ยว (อสท)


            สำหรับการเตรียมตัวแบกเป้เดินทางนั้น คงต้องบอกว่าควรหาข้อมูลให้รอบด้าน ทำการบ้านให้เยอะ และละเอียดถี่ถ้วน ทั้งที่พัก รูปแบบการเดินทาง แหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลควรต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ที่สำคัญควรเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม
            การจัดเป้เดินทาง ขอย้ำว่าไม่ควรนำของไปมากมายนัก ให้เตรียมเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ หลายคนอาจจะบอกว่าก็สำคัญทั้งนั้น จึงขอแนะนำว่าแบบคร่าว ๆ เพื่อให้เห็นภาพกว้าง ๆ เช่น เสื้อผ้า ควรมีทั้งขาสั้น ขายาว เสื้อแขนยาว แขนสั้น หรือชุดสำหรับเล่นน้ำหากไปทะเล หมวก หากขึ้นเขาที่มีอากาศหนาว ต้องเตรียมชุดนอนที่มิดชิด เสื้อกันหนาวแบบอุ่นและเบา ที่พลาดไม่ได้ คือ ยาประจำตัว แว่นกันแดด ครีมกันแดด ยาทากันแมลง เป็นต้น เอาไปให้น้อยชิ้นที่สุด ทว่าใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด อาจต้องซักบ้างถ้าไปหลายวัน หากแค่อาทิตย์เดียวก็จัดให้ครบจำนวนวันเลย

            นอกจากนี้ ควรมีกระเป๋าหรือเป้ใบเล็ก สำหรับแบ่งของใช้ส่วนตัวในการท่องเที่ยว รวมทั้งขนม น้ำดื่ม เพื่อความสะดวกด้วย ทรัพย์สินมีค่าต่าง ๆ พวกเครื่องประดับ ขอให้เอาไปน้อยที่สุด อาจมีกระเป๋าคาดเอวเล็ก ๆ สำหรับใส่เงินหรือบัตรสำคัญ ๆ ต่างหาก ส่วนคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพก็ควรจัดเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสม ทั้งที่ชาร์จแบตเตอรี การ์ดประเภทต่าง ๆ และไม่ควรวางกระเป๋ากล้องทิ้งไว้เด็ดขาด ต้องติดตัวไว้ตลอดเวลา


การเตรียมตัวแบกเป้ท่องเที่ยว


ข้อควรระวัง 

            การเดินทางแบบแบกเป้อาจทำให้เราขาดความสะดวกสบายไปบ้าง ดังนั้น ของใช้หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องไม่มากชิ้นจนเกินไป เพื่อการดูแลให้ทั่วถึง ไม่ควรไว้ใจใครง่าย ๆ ไม่ดื่มหรือกินของจากคนแปลกหน้า

            หากต้องการออกไปเที่ยวในเวลากลางคืน ต้องระวังเป็นพิเศษ มีคู่มือท่องเที่ยวหรือแผนที่ไว้เสมอ และคำนวณระยะทางจากที่พัก หรือระยะเวลาการเดินทางไปยังแต่ละสถานที่ให้ดี ๆ

ปภ.แนะขับขี่ปลอดภัย เมื่อผ่านเส้นทางหมอกหนา


เดินทาง

ปภ.แนะขับขี่ปลอดภัยเมื่อผ่านเส้นทางหมอกหนา (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

          กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตือนขับรถช่วงหมอกลงจัดเสี่ยงอุบัติเหตุสูง พร้อมแนะผู้ขับขี่เปิดใช้ไฟตัดหมอก จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น

          นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ช่วงฤดูหนาวหลายพื้นที่โดยเฉพาะเส้นทางขึ้นเขาบริเวณยอดดอย มักมีหมอกหนาปกคลุมในตอนเช้า ส่งผลให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางไม่ดี จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าปกติ เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีขับรถผ่านเส้นทางที่มีหมอกปกคลุม ดังนี้...

ก่อนเดินทาง

          ควรตรวจสอบและเตรียมสภาพรถให้พร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะระบบสัญญาณไฟให้แสงไฟส่องสว่างชัดเจน  

ขณะเดินทาง

           เปิดใช้ไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางชัดเจน และผู้ร่วมใช้เส้นทางมองเห็นรถเราได้ในระยะไกล 

           ห้ามเปิดใช้ไฟสูงเพราะแสงไฟจะสะท้อน ทำให้ผู้ขับขี่รายอื่นสายตาพร่ามัว ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้  

           ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เว้นระยะห่างจากรถอื่นให้มากกว่าปกติ 

           ไม่ขับรถชิดท้ายรถคันหน้ามากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายได้  และหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถหยุดรถได้ทัน  

           ไม่แซงและไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน รวมทั้งไม่ขับรถชิดเส้นกลางถนนหรือคร่อมช่องทางจราจร ตลอดจนเพิ่มความระมัดระวังการขับรถผ่านทางร่วม ทางแยกเป็นพิเศษ 

           เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หากมีละอองฝ้าเกาะกระจกรถ ควรลดระดับกระจกหน้าต่างลง พร้อมเปิดที่ปัดน้ำฝน เพื่อไล่ไอน้ำที่เกาะกระจกหน้ารถออก หรือใช้ผ้าแห้งเช็ดกระจกที่เป็นละอองฝ้า สำหรับกระจกหลังให้เปิดปุ่มไล่ฝ้าจะช่วยไล่ละอองน้ำทำให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น  

กรณีหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นเส้นทาง 

          ให้หาที่จอดรถบริเวณที่ปลอดภัยและพ้นจากเส้นทางเดินรถ หรือที่พักรถริมข้างทาง รอจนหมอกเบาบางค่อยเดินทางต่อจะปลอดภัยมากกว่า

ปภ.แนะเตรียมพร้อม ก่อนขับรถทางไกลช่วงเทศกาลปีใหม่





ปภ.แนะเตรียมพร้อมก่อนขับรถทางไกลช่วงเทศกาลปีใหม่ (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

            กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตือนช่วงเทศกาลปีใหม่ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าปกติ พร้อมแนะผู้ขับขี่เตรียมพร้อมก่อนขับรถทางไกล โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือทานยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน เพื่อป้องกันการหลับในขณะเดินทาง ตรวจสอบรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมถึงศึกษาเส้นทางอย่างละเอียด เลือกใช้เส้นทางที่ปลอดภัย จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่
            นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า เทศกาลปีใหม่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ประชาชนมักนิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวต่างจังหวัด ทำให้มีปริมาณรถหนาแน่น จึงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าปกติ เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีการเตรียมพร้อมก่อนขับรถทางไกล ดังนี้ 

            เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม ผู้ขับขี่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน โดยงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือทานยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก เป็นต้น เพราะจะส่งผลให้ความสามารถในการขับรถลดลง ไม่สามารถแก้ไขเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที 
            หากเดินทางระยะไกล ควรมีเพื่อนร่วมเดินทางผลัดเปลี่ยนขับรถ จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน ระบบเบรกสามารถหยุดรถได้ในระยะทางที่กำหนด สัญญาณไฟมีแสงไฟส่องสว่างทุกดวง ใบปัดน้ำฝนและยางรถยนต์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมเติมแรงดันลมยางตามค่ามาตรฐานที่รถกำหนด ตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำแบตเตอรี่ น้ำมันคลัตช์ น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เติมน้ำในถังน้ำฉีดกระจกมิให้พร่อง รวมถึงตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ หากพบสิ่งผิดปกติ เช่น มีสัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดรถ มีเสียงดัง เป็นต้น ให้นำรถไปตรวจสอบสภาพและแก้ไขจากช่างผู้ชำนาญการก่อนนำไปใช้งาน
 
            เลือกใช้เส้นทางที่ปลอดภัย ตรวจสอบและศึกษาเส้นทางอย่างละเอียดจากจากแผนที่ เว็บไซต์ หรือสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเลือกใช้เส้นทางที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากความไม่ชำนาญเส้นทาง รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางที่อยู่ในสภาพชำรุด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน 

            นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ควรจัดเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ประจำรถ เช่น แม่แรง ยางอะไหล่ สายพ่วงแบตเตอรี่ ไฟฉาย เป็นต้น พร้อมทั้งหมั่นตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ รวมทั้งเรียนรู้วิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง จะได้สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

ไปดูกัน! แอพฯ แบบไหนบ้างที่นักท่องเที่ยวตัวจริงต้องมี


App ท่องเที่ยว

          สมัยนี้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยในการใช้ชีวิตทุกขั้นตอน แม้กระทั่งการทำอาหารหรือลดความอ้วน แล้วจะแปลกอะไรล่ะ...ถ้าจะมีแอพพลิเคชั่นช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้นักท่องเที่ยวด้วยเหมือนกัน

          ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่กระปุกท่องเที่ยวรวบรวมมาฝากนี้ จะทำให้ทริปของคุณทั้งง่ายและประหยัดขึ้นอีกเยอะแน่นอน ว่าแต่จะมีแอพฯ เจ๋ง ๆ แบบไหนบ้างนั้น ก็ลองไปดูกันเลยดีกว่าจ้า


 1. Tripomatic

          หากคิดจะไปเที่ยวที่ไหนที่ไม่เคยไปมาก่อน แล้วไม่รู้ว่าจะจัดทริปอย่างไรให้ลงตัว แอพพลิเคชั่นดี ๆ อย่าง Tripomatic ก็จะไม่ทำให้คุณต้องวิ่งวุ่นหาข้อมูล หรือไปพึ่งบริการไกด์นำเที่ยวให้ยุ่งยากวุ่นวายอีกต่อไป เพราะเพียงแค่พิมพ์บอกไปว่าคุณจะเที่ยวที่ไหน และไปกี่วัน แหล่งท่องเที่ยวดัง ๆ ที่คุณไปได้ก็จะแสดงขึ้นมาให้เห็นแล้วล่ะ


App ท่องเที่ยว

App ท่องเที่ยว
 

  2. Expedia Find Your Story
          หลังจากสนุกกับการแอ๊บแบ๊วถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ตอนไปเที่ยวกันเป็นร้อย ๆ ช็อตแล้ว คุณก็สามารถแชร์รูปหรือวิดีโอเหล่านั้นผ่านแอพพลิเคชั่นในเว็บไซต์เฟซบุ๊กนี้ ให้คนอื่นที่สนใจอยากสัมผัสประสบการณ์แบบนี้บ้าง ได้ลองแวะเวียนมาเลือกดูสถานที่ท่องเที่ยวที่เขาอยากไปได้เช่นกัน เพื่อให้ทุกคนได้เสาะแสวงหาที่เที่ยวถูกใจ ตรงกับสโลแกนโฆษณาที่ Expedia เกริ่นเอาไว้ว่าทุกคนย่อมมีจุดประสงค์ในการไปเที่ยวแตกต่างกันไป ไม่ว่าความต้องการของคุณจะเป็นอะไร เราจะช่วยคุณค้นหามันเอง

 
App ท่องเที่ยว
 
  3. Hotel Tonight

          อีกสิ่งที่เปลืองงบของเราเวลาไปเที่ยวมากที่สุด ก็คือ ที่พักนี่แหละ เพราะฉะนั้น มาประหยัดเงินในกระเป๋ากันอีกนิดด้วยการโหลดแอพฯ เสาะหาข้อมูลโรงแรมที่กำลังลดราคากันดีกว่า ซึ่งแม้ปัจจุบันมันยังไม่ได้มีรายละเอียดของทุกโรงแรมทั่วโลก แต่ก็ครอบคลุมทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษแล้ว ไม่แน่ว่าต่อไปอาจพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงฝั่งเอเชียเลยก็ได้

 
 
 
 4. Fuel Monitor

          ขับรถไปไหนไกล ๆ ทั้งที คุณคงอยากรู้บ้างใช่ไหมล่ะว่าตอนนี้ใช้น้ำมันไปเท่าไหร่ จะได้คำนวณค่าน้ำมันถูก ซึ่งสิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ใส่ข้อมูลอายุการใช้งาน ยี่ห้อ รุ่นของรถ และราคาน้ำมันลงไป เท่านี้ตัวเลขระยะทางที่คุณขับไปพร้อมราคาน้ำมันก็จะขึ้นมาแบบนาทีต่อนาที ชนิดเรียลไทม์ให้เห็นกันแล้ว

 
App ท่องเที่ยว

App ท่องเที่ยว
ภาพจาก iTunes 


 5. GateGuru

          สนามบินแต่ละที่ใหญ่จะตาย เพราะฉะนั้น ระหว่างรอขึ้นเครื่องกว่าจะหาที่ซื้ออาหารรองท้องก็วิ่งวุ่นหากันจะแย่ จนแทบไม่ทันเวลาแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาเหล่านี้อีกต่อไป เพราะแอพพลิเคชั่น GateGuru บอกคุณได้หมดว่าจะหาร้านที่คุณต้องการได้ที่ไหน แถมยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับเที่ยวบินไม่ให้คุณพลาดไฟลท์สำคัญอีกด้วย

App ท่องเที่ยว

 

 6. Postagram

          นาน ๆ ได้ไปเที่ยวกันสักที ส่งโปสการ์ดเก๋ ๆ ไปให้เพื่อน ๆ อิจฉาเล่น หรือบอกให้ครอบครัวที่บ้านได้รู้ว่าคุณสนุกสนานสบายดี ผ่านทางแอพพลิเคชั่นนี้กันดีกว่า ซึ่งคุณสามารถเลือกรูปถ่ายอินสตาแกรมผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมใส่ข้อความลงไปตามใจชอบ เท่านี้โปสการ์ดของจริงก็จะถูกพริ้นท์ส่งไปให้คนที่คุณต้องการภายใน 2 - 5 วัน ด้วยราคา 0.99 เหรียญสหรัฐ หรือราว 29 บาทแล้วล่ะ
 
App ท่องเที่ยว

 

 7. WiFi Finder

          ยุคนี้แล้วจะทำอะไรก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ตกันทั้งนั้น ไหนจะต้องคอยเช็กเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ดูความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ แล้วยังต้องใช้คอยสอดส่องหาข้อมูลอีก เวลาที่สัญญาณ WiFi มันไม่เวิร์ก จึงทำให้หลายคนหงุดหงิดเอาได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น แก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการหันมาใช้ WiFi Finder ช่วยค้นหาสัญญาน WiFi ที่ใกล้ที่สุดกันดีกว่า


App ท่องเที่ยว
 

App ท่องเที่ยว
 

 8. WhatsApp

          หลาย ๆ คนอาจจะโหลดแอพฯ นี้ติดเครื่องกันไว้อยู่แล้ว แต่ถ้าใครยังไม่มีก็รีบโหลดมาไว้กันนะครับ เพราะคุณจะได้ติดต่อกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มยังไงล่ะ แบบนี้แล้วมีเรื่องอะไรใหม่ ๆ จะได้เล่าให้เพื่อนซี้ฟังได้ทันที แถมยังถามเรื่องของฝากกันได้สะดวกทั่วถึงอีกต่างหาก


App ท่องเที่ยว

App ท่องเที่ยว
 
 

 9. LocalEats

          ไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองทั้งที ใคร ๆ ก็อยากจะกินอาหารท้องถิ่นถึงที่ให้ได้รู้รสชาติแท้ ๆ กันทั้งนั้น เพราะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักชิมทั้งหลายอยากไปเที่ยวเลยด้วยซ้ำ และแอพพลิเคชั่น LocalEats นี่แหละ ที่จะช่วยแนะนำให้คุณได้ว่ามีร้านเด็ดเมนูดังอะไรบ้าง ในละแวกที่คุณไป แบบนี้แล้วรับรองได้ว่าร้านเด็ดร้านไหนก็ไม่มีพลาด

 
App ท่องเที่ยว


App ท่องเที่ยว

 10. World Lens

          เคยเป็นไหมที่เวลาไปต่างประเทศแล้วพูดคุยกับใครเขาไม่รู้เรื่อง ครั้นจะอ่านป้ายบอกทางอย่างน้อยให้รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ก็ดันนึกได้ว่าตัวเองอ่านภาษาเขาไม่ออกซะอีก แบบนี้ต้องโหลดแอพ World Lens มาใช้กันแล้ว เพราะแค่ถ่ายรูปป้ายที่ว่าแล้วกดแปลเป็นภาษาที่คุณเข้าใจ เท่านี้ไปไหนก็ไม่มีหลงกันอีก

 
App ท่องเที่ยว

ขอวีซ่าสหรัฐอเมริกา ต้องเตรียมอะไรบ้าง


หนังสือเดินทาง

          สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยว "สหรัฐอเมริกา" การขอวีซ่าถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ขาดไม่ได้ กระปุกท่องเที่ยวจึงขอรวบรวมข้อมูลในการเตรียมตัวเพื่อขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกามาฝากกันค่ะ
           เอกสารที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่าสหรัฐอเมริกา

         - แบบฟอร์มขอวีซ่า DS160 สมัครใน thai.bangkok.usembassy และปริ้นท์เอกสารออกมา

         - หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่ากรุณานำมาแสดงด้วย)

          - รูปถ่ายสี ขนาด 2x2 นิ้ว ขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส เห็นใบหู ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน 1 รูป ไม่มีการตกแต่งภาพถ่ายใดๆทั้งสิ้น พื้นหลังเป็นสีขาวเท่านั้น และเห็นสัดส่วนใบหน้าเกิน 50% ของรูปถ่าย

          - ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า

          - สำเนาทะเบียนบ้าน

          - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ควรนำบัตรตัวจริงไปด้วย)

          - สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ยื่นคำร้อง ที่มีอายุบัญชีมากกว่า 6 เดือน (หากเล่มปัจจุบันมีอายุไม่ถึง 6 เดือน ต้องถ่ายสำเนาเล่มเก่าทั้งเล่มด้วย) และหนังสือรับรองจากธนาคาร

          - เบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน, ที่ทำงาน, สถานศึกษา, เบอร์มือถือ (จำเป็นมาก)

          - ใบจองตั๋วเครื่องบิน

          - ใบจองโรงแรม / ที่พักภายในสหรัฐอเมริกา

          - หลักฐานทางด้านการทำงาน (เอกสารที่ยื่นวีซ่าทุกอย่าง จะต้องออกไม่เกิน 3 เดือน นับจากวันเดินทาง)

          - ในกรณีที่ผู้ยื่นเป็นลูกจ้าง ข้าราชการ ให้แสดงหนังสือรับรองการทำงานจากบริษัทหรือหน่วยงานที่สังกัดเป็นภาษาอังกฤษตัวจริง (ให้ระบุตำแหน่ง, วันเริ่มทำงาน, อัตราเงินเดือน)

          - ในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้แสดงหนังสือรับรองจดทะเบียนการค้า

          - ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษา ให้แสดงหนังสือรับรองสถานภาพการเป็นนักศึกษา เป็นภาษาอังกฤษตัวจริง

          - สำเนาทะเบียนสมรส หรือกรณีหย่าให้ขอสำเนาทะเบียนหย่า

          - สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ – นามสกุล (กรณีที่เคยมีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล)

          - กรณีผู้อยู่ใต้อุปการะเลี้ยงดู เช่น แม่บ้านที่ไม่ได้ทำงาน ให้แสดงทะเบียนสมรส, หนังสือรับรองการทำงาน, สำเนาสมุดเงินฝาก, ทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชนของสามี

         - กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ได้เดินทางพร้อมบิดาหรือมารดา ให้แสดงหนังสือรับรองการทำงาน, สำเนาสมุดเงินฝาก, ทะเบียนบ้าน, บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา – มารดาเพิ่มเติม และหนังสือให้ความยินยอมบุตรเดินทางกับบุคคลอื่นได้ ออกโดยอำเภอหรือสำนักงานเขต ถ้าบิดาหรือมารดาถึงแก่กรรมต้องมีสำเนามรณะบัตร

           ข้อมูลเพิ่มเติมในการยื่นขอวีซ่าสหรัฐอเมริกา
           ในการยื่นของวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกานั้น จะต้องซื้อ PIN หรือ รหัสประจำตัว สามารถซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ หลังจากที่กรอกข้อมูลเข้าไปกรอกข้อมูลสมัครวีซ่า DS-160 เรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเข้าไปนัดวันสัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปนัดวันสัมภาษณ์ได้ จำเป็นจะต้องมี PIN ก่อน โดยบอกกับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่า ขอซื้อ PIN นัดสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐอเมริกาทางเว็บไซต์ จากนั้นแจ้งชื่อและนามสกุลภาษาอังกฤษที่ตรงกับหนังสือเดินทาง หมายเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ก็จะพิมพ์ Code PIN ใส่กระดาษ ในนั้นจะระบุชื่อเรา หมายเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และรหัส PIN ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวน 15 ตัว อยู่ตรง Pin Generator no. และทางไปรษณีย์จะให้เอกสารแนบมาอีกแผ่น เป็นเอกสารการขอรับบริการข้อมูลวีซ่า ก็จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ PIN

            PIN ที่ใช้นัดสัมภาษณ์ทางเว็บไซต์ราคา 384 บาท หรือ 12 USD ซึ่งรหัส PIN จะมี 2 แบบ คือ รหัส PIN ที่ใช้ทางเว็บไซต์ และ รหัส PIN ที่ใช้ทางโทรศัพท์ ซึ่งราคาแพงกว่า 20 USD PIN จะไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ ต้องเป็นผู้ที่มีชื่อซื้อ PIN นั้นเท่านั้น แต่จะมีในกรณีที่คนในครอบครัวที่อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน สามารถใช้ PIN ร่วมกันได้ ซึ่ง 1 PIN สามารถใช้ได้สูงสุด 5 คน และ PIN มีอายุ 90 วัน หลังจากที่ซื้อ จริง ๆ เราซื้อ PIN มาเตรียมไว้ก่อนก็ได้ เพราะว่า PIN จะใช้งานได้ หลังจาก 13.00 น. ของอีกวันหลังจากที่ซื้อ PIN ค่ะ

            ประเภทของวีซ่าของสหรัฐอเมริกา
            1. วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าธุรกิจ (วีซ่า B2 และ วีซ่า B1 (Non-Immigrant visa) เป็นวีซ่าสำหรับใช้เดินทางเข้าอเมริกา เป็นการชั่วคราวเพื่อจุดประสงค์ทางการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ

           1.1 วีซ่าท่องเที่ยว (วีซ่าอเมริกา ประเภท B2)

           1.2 วีซ่าธุรกิจ (วีซ่าอเมริกา ประเภท B1)

           
 2.) วีซ่านักเรียน F1 (Student Visa F1 (Non-Immigrant visa) เป็นวีซ่าสำหรับใช้เดินทางเข้าอเมริกาเป็นการชั่วคราวเพื่อเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษ หรือเรียนปริญญาโทก็ตาม แบ่งออกเป็น

            2.1 วีซ่านักเรียนอเมริกา (F-1 Student Visa)

            2.2 วีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน (วีซ่าอเมริกา J-1)

            3.) วีซ่าถาวร (Immigrant visa)

            เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นการถาวร ในการขอวีซ่าอเมริกาชนิดนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากประชากรของสหรัฐอเมริกา (U.S. Citizen หรือ LPR relative) หรือโดยนายจ้างที่เข้าข่ายในวิชาชีพที่สามารถขอวีซ่าชนิดนี้ ซึ่งการขอวีซ่าชนิดนี้ ไม่สามารถดำเนินการที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (U.S. Embassy Bangkok) ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของ Department of Homeland Security (DHS) ในสหรัฐอเมริกา โดยสามารถหาข้อมูลอย่างละเอียดได้ที่ http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas.html

             ค่าธรรมเนียมวีซ่า

             สำหรับวีซ่าสหรัฐอเมริกาชั่วคราวมีค่าธรรมเนียม 160 USD หรือประมาณ 4,620 บาท โดยผู้ขอวีซ่าต้องชำระค่าธรรมเนียมล่วงหน้าได้ที่ Pay at Post ไปรษณีย์ไทย และชำระเป็นเงินบาทตามเรตค่าเงินที่ทางไปรษณีย์ไทยกำหนดส่วนค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทธุรกิจ/ท่องเที่ยว/นักเรียน/ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และอื่น ๆ ต้องชำระค่าธรรมเนียมประมาณ 5,120 บาท

             ติดต่อสอบถามข้อมูล

            - แผนกกงสุล สถานทูตสหรัฐอเมริกา กรุงเทพมหานคร เลขที่ 95 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ 10330 ประเทศไทย อีเมล์ visasbkk@state.gov  สำหรับคำถามเกี่ยวกับวีซ่าถาวรและวีซ่าคู่หมั้น กรุณาส่งอีเมล์มาที่ visasbkkiv@state.gov
            - ศูนย์บริการข้อมูลการสมัครวีซ่าและการจองวันสัมภาษณ์ทางเว็บไซต์http://thailand.us-visaservices.com

             - ศูนย์บริการข้อมูลการสมัครวีซ่าและการจองวันสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 001-800-13-202-2457

             - ข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่าผ่านระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ วีซ่าชั่วคราว โทรศัพท์ 02-205-5003 (ภาษาอังกฤษ) หรือ 02-205-5007 (ภาษาไทย)

             - สถานทูตสหรัฐอเมริกาเชียงใหม่และจังหวัดในภาคเหนือ เลขที่ 387 ถนนวิชยานนท์ เชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์ : 053 252 629 โทรสาร : 053 252 633