วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ลงนาริตะ อย่าลืมแวะจิบะนะคะ


สวัสดีค่า....ทุกคน ใครอยากไป ญี่ปุ่น บ้างยกมื้อขึ้น.....พรึ่บ เลย ถ้างั้นวันนี้เราจะพาทุกคนไปจังหวัดจิบะ ประเทศญี่ปุ่นกันค่ะ จังหวัดนี้คืออะไร อยู่ตรงไหน มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง วันนี้เราจะพาทัวร์กันค่ะ
เริ่มจากจังหวัดนี้คือจังหวัดจิบะ อยู่ใกล้กับจังหวัดโตเกียวเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ใครแวะไปเวียนมาประเทศญี่ปุ่นก็คงจะต้องเคยไปกันแทบทุกราย เพราะว่า...สนามบินนาริตะ อยู่ในจังหวัดจิบะนั่นเอง!! แล้วจิบะมีอะไรที่ใครรู้จักอีกบ้าง คำตอบคือ มีค่ะ โตเกียวดิสนีย์แลนด์อันโด่งดังก็ตั้งอยู่ในจังหวัดจิบะเช่นกันค่ะ วันนี้เราจะขออาสาพาทุกคนลัดฟ้าทัวร์จิบะ แบบที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อน.... เวอร์ไม่เวอร์ ลองติดตามชมกันค่ะ
ที่แรกเลยที่จะพาไปก็คือภูเขาโนโกกิริยามะ สวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยังกับอยู่ในอะนิเมชั่นเรื่องสปิริต อะเวย์ เราเริ่มกันที่นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูเขา แค่ตอนอยู่บนกระเช้าก็แบบพูดไม่ออกแล้วค่ะ งดงามเหนือคำบรรยายจริงๆ แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบกับน้ำเป็นประกายระยิบระยับ อากาศสดชื่น มีความสุขสุดๆไปเลย 4 นาทีจากด้านล่างสู่ด้านบน และตอนนี้เรากำลังเตรียมตัวขึ้นเขากันต่อค่ะ ภูเขาโนโกกิริยามะแห่งนี้ มีความหมายว่า ภูเขารูปฟันเลื่อย ลองสังเกตดูดีๆสิคะ เหมือนฟันเลื่อยรึเปล่า บนภูเขานี้นอกจากธรรมชาติที่สมบูรณ์สุดๆแล้ว ที่นี่ยังมีพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินให้เราได้กราบไหว้ขอพรกันอีกด้วยล่ะค่ะ เริ่มจากเจ้าแม่กวนอิม องค์สูงใหญ่ น่าเลื่อมใส
ขอพรเจ้าแม่กวนอิมกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะขึ้นเขากันต่อไปชมความงดงามจากจุดชมวิวด้านบนกันค่ะ กว้างใหญ่ สมบูรณ์ด้วยธรรมชาติขนาดนี้ สดชื่นสุดๆไปเลยค่ะ
จากจุดชมวิวด้านบน เรากำลังจะเดินทางลงไปยังวัดนิฮอนจิ หรือถ้าแปลออกมาแล้ว ก็หมายถึงวัดญี่ปุ่นนั่นเอง วัดญี่ปุ่นแห่งนี้ จะเป็นยังไงนะ จะสวยงามแค่ไหน ตามลงไปชมกันต่อดีกว่าค่ะ
ก่อนจะลงไปถึงวัดนิฮอนจิ วิวทิวทัศน์ข้างทาง ต้นไม้ ดอกไม้ ก็ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกันได้อย่างไม่มีเบื่อ ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัวรวมถึงฟิตเนสของผู้สูงอายุ คนทำงานและวัยต่างๆ ออกกำลังกายรับพลังกันได้ทุกคนเลยค่ะ
โอ้โห...ถึงแล้ว ถึงกับพูดได้แค่ "โอ้โห" อยู่นานเลยล่ะค่ะ สวยงามใหญ่โตจริงๆ พระพุทธรูปองค์โต แกะสลักจากหินบนภูเขา สวยสง่ามากมายจริงๆ อย่ารีรออยู่เลยดีกว่า ไปไหว้กันดีกว่าค่ะ
ไหว้พระกันเสร็จแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อเลยดีกว่า นี่แค่ที่แรกเองนะคะ เหนื่อยกันรึยัง ใครอยากจะรู้จักจิบะกันต่อให้มากกว่านี้ ก็ลองเข้าไปแวะเข้าไปดูกันได้ที่ www.wabisabijp.com หรือมาพูดคุยมาแชร์กันได้ที่ http://www.facebook.com search Wabisabi Japan มาเจอกัน มาคุยกันเยอะๆนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ

5 ดอยสวยสุดๆ ได้เวลาลั้ลลาไปกอดลมหนาว


ใกล้ถึงเวลาที่นักเดินทางทั้งหลายจะได้เก็บเสื้อกันหนาวและผ้าห่มหนาๆ ไปกอดลมหนาว สัมผัสสายหมอกกันแล้ว ปีนี้จะไปโต้ลมหนาวที่ไหนดี เตรียมเครื่องกันหนาวให้พร้อมแล้วตะลุยขึ้นดอยกันเลย
 ดอยสุเทพ-ปุย
อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตติดอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ละปีไม่เคยว่างเว้นจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากดอยสุเทพนั้นมี พระธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ที่ประดิษฐานอยู่ใน วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ วรวิหาร ซึ่งว่ากันว่าใครที่ไปแอ่วเชียงใหม่แล้วหากไม่ไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพก็ เหมือนกับว่ายังไปไม่ถึงเชียงใหม่ นอกจากพระธาตุฯแล้วในอุทยานฯแห่ง นี้ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ อย่าง พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ อนุสาวรีย์พระครูบาศรีวิชัย ที่วัดศรีโสดา หรือจะไปดูนกที่น้ำตกตามจุดต่างๆ อย่างน้ำตกห้วยแก้ว น้ำตกแม่สา น้ำตกตาดหมอก น้ำตกหมอกฟ้า อากาศในอุทยานฯดอยสุเทพ-ปุย จเย็นสบายตลอดปี มีทั้งพรรณไม้นานาพันธุ์และยังเติมแต้มความสวยงามด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ที่พบเห็นได้บ่อยๆ ก็คือ เก้ง กวาง ค่าง รวมถึงนกกว่า 200 ชนิด ทั้ง เหยี่ยว ไก่ฟ้า นกแก้ว นกพญาไฟ
ดอยอินทนนท์
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จ.เชียงใหม่ เพราะความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้ผู้ที่รักและชอบศึกษาธรรมชาติยกตำแหน่งให้ดอยอินทนนท์เป็นแหล่งท่อง เที่ยวอันดับต้นๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งดูนกชั้นยอดอีกด้วยนะ นอกจากความหนาวเย็นอันเป็นเสน่ห์ที่สามารถสัมผัสได้ตลอดทั้งปีแล้ว ภายในอุทยานฯยังมีสถาปัตยกรรมธรรมชาติอีกเพียบ อาทิ น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา ตลอดจนเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกหลายจุด
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
เป็นดอยโดดเด่นท่ามกลางเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนชายแดนไทย-พม่า ครอบคลุม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และ อ.ปายจ.แม่ฮ่องสอน เป็นที่รู้จักในความงดงามเลื่องชื่อ ของทะเลหมอกที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ยิ่งในฤดูหนาวที่อากาศเย็นยะเยือกและท้องฟ้ายามค่ำคืนปลอดโปร่งด้วยแล้วก็ย่อมจะเป็นโอกาสอันดีที่ได้ชื่นชม ทะเลดาวเต็มฟ้า โดยเฉพาะบริเวณ "กิ่วลม" หรือจุดชมทิวทัศน์ห้วยน้ำดัง ซึ่งนักเดินทางจำนวนมากจะขึ้นมาค้างแรมเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น รวมทั้งชมทะเลหมอกขาวละมุนที่ห่มคลุมไปทั่วหุบเขากว้างไกล
สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง
ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง มีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูกในบริเวณโครงการให้แก่นักท่อง เที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีมีที่พักและมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง ฯลฯ แถมที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์แสนโรแมนติกเรียกน้ำตาคอหนังมาแล้วนั่นก็คือเรื่อง The leter นั่นเอง
อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก
ดอยฟ้าห่มปกเป็นดอยที่สูงอันดับ 2 ของประเทศไทย ด้วยความสูงประมาณ 2,285 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนยอดดอยสูงสุดเป็นทุ่งโล่ง จากยอดดอยจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น ทะเลหมอก และถนนบนสันเขา ขนานกับชายแดนไทย-พม่า ซึ่งถือเป็นถนนที่สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ส่วนสภาพป่าเป็นป่าต้นน้ำ ป่าดิบเขา จะพบพันธุ์พืช สัตว์ป่าหายากและน่าสนใจนานาชนิด อาทิ เทียนหาง บัวทอง ผีเสื้อไกเซอร์อิมพิเรียล ผีเสื้อมรกตผ้าห่มปก ผีเสื้อหางติ่งแววเลือน ผีเสื้อหางดาบตาลไหม้ นกปรอดหัวโขนก้นเหลือง และนกปีกแพรสีม่วง เป็นต้น ในฤดูหนาวมีนกอพยพมาอาศัย เช่น นกเดินดงคอแดง นกเดินดงดำปีกเทา นกเดินดงสีน้ำตาลแดง ฯลฯ เส้นทางขึ้นดอยผ้าห่มปกมี 3 เส้นทาง ได้แก่ ทางกิ่วลม ทางปางมงคล และทางหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สาว ผู้สนใจต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

ภูเขาทอง เที่ยวงานวัด ชวนไหว้พระ วัดสระเกศวรมหาวิหาร


สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นและเป็นศาสนสถานสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ มาโดยตลอดคือ ภูเขาทอง ที่อยู่ภายในรอบรั้วของ วัดสระเกศวรมหาวิหาร วัดที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ บูรณะขึ้นพร้อมกับการสร้างเมือง
มีตำนานเล่าถึงที่มาของชื่อ วัดสระเกศนี้ว่า รัชกาลที่ 1 ครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อ เสด็จฯ กลับจากการศึกในกัมพูชาได้เสด็จฯ มาประทับ ทำพิธีชำระพระเกศาที่นี่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงโปรดให้บูรณะขึ้นเป็น พระอารามหลวง ภูเขาทองมีความสูง 78 เมตร บันไดเวียน 31 ขั้นจากยอดจะมองเห็นทิวทัศน์ของ เกาะรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดี ในทุกปีเมื่อลมหนาวแรกพัดผ่าน หลาย ๆคน มักจะนึกถึง งานภูเขาทอง และ งานลอยกระทง (แต่ในปีนี้เพียงแค่ลมหนาวแรกโชยมาบางๆ มรสุมเมฆฝนก็ยังคงตามมาอีกหลายระลอก)
ปีนี้งานภูเขาทองจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-30 พฤศจิกายน 2555 ผู้ที่เข้าร่วมงานสามารถทำบุญไหว้พระหลวงพ่อดำ, หลวงพ่อโต และพระบรมสารีริกธาตุเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต หลังจากนั้นหากใครที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวมีพลังงานในร่างกายน่าจะลองเดินขึ้นบันไดเวียน 318 ขั้นเพื่อชมทิวทัศน์กรุงเทพมหานครในยามค่ำคืน บนยอดภูเขาทองแล้วค่อยเดินลงมาเที่ยวชมงานวัดกลางกรุง ท่ามกลางความเย็นในของลมหนาวแรกรับรองว่า ภายในวัดภูเขาทองจะทำให้คนเมืองอย่างเราๆ ได้สัมผัสกับบรรยากาศของงานวัดอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งชิงช้าสวรรค์ ขนมถังแตก การแสดง ดนตรี และอีกมากที่ไม่อยากใหคุณๆ พลาด
ปีนี้ สนุก! ท่องเที่ยว ได้ไปเดินเที่ยวงานภูเขาทองและเก็บภาพสวยๆ มาฝากคุณผู้อ่าน หากใครยังไม่ได้ไป ขอบอกว่างานนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะความสุขสนุกในวัยเด็กของคุณจะหวนกลับมาเยือนคุณอีกครั้งอย่างแน่นอน
เรื่องและภาพ: ทศพร สุภาพ

หนาวนี้เที่ยวน่าน กระซิบรักที่เมืองน่าน


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ขอเชิญชวนคู่รัก คู่สามีภรรยา คู่แม่ลูก คู่ลูกพ่อ คู่เพื่อนซี้ หรือคู่ไหน ๆ มาเที่ยวเมืองน่าน และทำบุญร่วมกันในกิจกรรม "กระซิบรักที่เมืองน่าน" ในวันที่ 18 มกราคม 2556 ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน อ.เมือง จ.น่าน
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ กล่าวว่า น่าน เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนบน ที่ยังคงมีกลิ่นไอของวัฒนธรรมท้องถิ่น และความมีไมตรีต้อนรับผู้มาเยือน อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานที่ทรงคุณค่า และมีความงดงามงามโดดเด่นทางด้านศิลปกรรมทุกแขนง ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรมที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ของวัดภูมินทร์ ที่แสดงถึงเรื่องราวในอดีต ตลอดจนวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชาวน่านที่ผ่านมา รวมทั้งเรื่องชาดก และพุทธประวัติตามพงศาวดารเมืองน่าน โดยมีภาพหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากทุกคนที่ได้ไปชื่นชม นั่นคือ ภาพของชายหญิงแต่งกายแบบพม่าหรือไทใหญ่ กำลังยืนกระซิบกัน และมีอักษรล้านนาโบราณเขียนกำกับไว้ลางๆ ถอดความได้ว่า "ปู่ม่าน ย่าม่าน" จนได้รับการขนานนามว่า "ภาพกระซิบรักบันลือโลก" ดังนั้น ททท.สำนักงานแพร่ (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์) จึงได้ร่วมกับเทศบาลเมืองน่าน จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว "กระซิบรักที่เมืองน่าน" ขึ้นที่บริเวณลานข่วงเมืองน่าน ในวันที่ 18 มกราคม 2556 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวมายังจังหวัดน่านในช่วงฤดูหนาว และเพื่อเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นเมืองเก่าที่มีชีวิตของจังหวัดน่าน
กิจกรรม"กระซิบรักที่เมืองน่าน" จะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 18 มกราคม 2556 ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคู่ จะได้ร่วมพิธีสืบชะตา พิธีบายศรีสู่ขวัญ และพิธีผูกรักมัดใจต้นไม้มงคล ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพิธีที่ก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อการดำเนินชีวิต จากนั้นจะได้มีโอกาสนั่งรถรางชมเมืองน่าน ซึ่งจะผ่านวัดวาอาราม และชุมชนในตัวเมืองน่าน ในช่วงเย็น ทุกคู่จะได้ชิมอาหารพื้นเมืองเหนือท่ามกลางบรรยากาศแบบขันโตกที่ลานกลางแจ้ง โดยเทศบาลเมืองน่านคิดราคาการเข้าร่วมกิจกรรม "กระซิบรักที่เมืองน่าน" ทั้งหมดนี้ในราคาคู่ละ 999 บาท สำรองที่นั่งได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเทศบาลเมืองน่าน โทร 0 5575 0247
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อมาท่องเที่ยวเมืองน่าน และร่วมกิจกรรมกระซิบรักดังกล่าว ททท.สำนักงานแพร่ ร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) จัดรายการนำเที่ยวจากกรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ โดยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เย็นวันที่ 17 มกราคม และกลับถึงกรุงเทพฯ เย็นวันที่ 20 มกราคม 2556 ซึ่งนอกจากจะได้ร่วมกิจกรรม "กระซิบรักที่เมืองน่าน" แล้ว ยังจะได้เดินทางท่องเที่ยวไปชมวัดภูมินทร์ วัดหนองบัว และหอศิลป์ริมน่าน รวมถึงได้ทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในจังหวัดน่านด้วย ทั้งหมดนี้คิดราคาคนละ 5,555 สำรองที่นั่งได้ที่ หนุ่มสาวทัวร์ โทร. 0 2246 5659
นอกจากนั้นแล้ว น่าน ยังมีทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ อุดมด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่สวยงาม อาทิ ดอกนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) ซึ่งจะผลิดอกสีชมพู บานสะพรั่งเต็มต้นเป็นทิวทุ่งตามเนินเขาของอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ในช่วงเดือนธันวาคม - มกราคมของทุกปี ดอกชมพูภูคา ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หายาก พบเพียงแห่งเดียวในโลก จะออกดอกเป็นช่อสีชมพูบานสะพรั่ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปีที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา สอบถามข้อมูลการเดินทาง และการท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ได้ที่ ททท.สำนักงานแพร่ โทรศัพท์ 0 5552 1118

เที่ยวตามรอยแรงเงา คาร์ชัวร์รีน่ารีสอร์ท ฉากสวีทหวานริมทะเลวีกิจ&มุนินทร์


ช่วงนี้กำลังเข้าสู่เทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวที่ใครหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ลมหนาวพัดมาเยือนไวๆ จะได้ขึ้นดอย ขึ้นเขา ไปนอนกอดลมหนาวให้สมใจยากกันซักที แต่สำหรับ เฮียกันต์ แล้ว ขอบอกตรงๆ ว่า ช่วงนี้หัวใจมันร่ำร้องอยากไปเที่ยวทะเล เดินเล่น รับลมชมวิว ให้ผิวขาวๆ เนียนๆ เป็นสีแทนเหมือนฝรั่งเขาซะจริงๆ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของความเพ้อฝันเท่านั้น เพราะเรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อคืนก่อนนี่สิ ระหว่างเฮียกันต์นอนตีพุงกินป็อบคอร์นดูละครสุดฮิตเรื่อง อุบัติเหตุ ทางช่อง 7 สีอย่างเมามันส์ ที่ส่วนหนึ่งนอกจากได้พระเอกกล้ามแน่นอย่าง อ๋อม-อรรคพันธ์ นะมาตร์ หวนมาประกบคู่อีกครั้งกับนางเอกสาวซุปตาร์ตัวแม่ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้แฟนคลับติดตามกันงอมแงมแล้ว เนื้อหาที่เข้มข้นปนดราม่าสุดๆ ตามสไตล์ละคร7 สี และฉากโรแมนติกหว๊านเว่อร์ที่พระเอกกุ๊กกิ๊กกับนางเอกริมทะเลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็พาเอาคนดูอย่างเฮียกันต์แอบเคลิบเคลิ้มไปกับความกุ๊กกิ๊กน่ารักของพระเอกนางเอกหนักอยู่เหมือนกัน แถมยังจินตนาการต่อไปอีกว่า อีกไม่นานจะตามรอยละครเรื่องอุบัติเหตุไปเที่ยวทะเลให้ได้ อิ...อิ (อดใจรออีกนิดนะ เดี๋ยวสนุก! ท่องเที่ยว จะพาทุกคนไปทัวร์)
ส่วนอีกเรื่องที่มาแรงที่สุดในตอนนี้อย่าง แรงเงา ที่เฮียกันต์ติดงอมแงมไม่แพ้กัน และได้พาไปชม โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ ปากเกร็ด ( Buddy Oriental Riverside Pakkred) ฉากเก๋ๆ ที่ใช้ถ่ายทำกองงานพัสดุภัณฑ์ สถานที่ทำงานของ ผอ. เจนภพ และ ตามรอยไปชิม ‘ร้านสองฝั่งคลอง‘ มุมดินเนอร์ของวีกิจ&มุนินทร์ แล้ว อีกหนึ่งฉากที่ประทับใจคนดูและหลายคนติดตาพาเพ้อฝัน ก็คือ ฉากที่ วีกิจ พา มุนินทร์ ไปสวีทหวานริมทะเล และพักในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ฉากนี้มีผู้อ่าน สนุก! ท่องเที่ยว มาถามเฮียกันต์มาในเฟสบุ๊ก Sanook! Travel ว่า เขาไปถ่ายทำกันที่ไหนนะ อยากตามไปเที่ยวบ้าง เฮียกันต์ เลยขอเอาใจคนอ่านไปสืบเสาะเจาะลึกจนได้ความว่า ฉากนี้ทีมละครแรงเงา เขายกกองไปถ่ายกันที่รีสอร์ทเก๋ๆ ริมชายหาดปึกเตียน จ.เพชรบุรี นู้น ชื่อว่า คาชัวรีน่า รีสอร์ท ที่บรรยากาศแสนเงียบสงบ เป็นส่วนตัวเอามากๆ จนเฮียกันต์แอบเพ้ออีกแระว่า อยากจะตามรอยละครแรงเงาไปสวีทหวานกับมุนินทร์เสียจริงๆ แต่แอบติดว่าเขามีวีกิจเป็นเจ้าของหัวใจอยู่แล้ว เฮียกันต์เลยขออาสาคุณผู้อ่านสุดที่รักไปชมคาชัวร์รีน่า บีช รีสอร์ท แทนล่ะกัน ไปดูสิว่าจะสวยจริงไรจริง โรแมนติกกิ๊บเก๋เหมือนในแรงเงาหรือเปล่านะ?
คาชัวริน่า รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศริมหาดปึกเตียน ตกแต่งในสไตล์บาหลีและมีลูกเล่นแปลกใหม่ที่ตัวบ้านพักเป็นแบบปูนเปลือย ผสมผสานกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว บริเวณร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย อากาศจึงเย็นสบาย เหมาะสำหรับมาพักผ่อนทั้งแบบส่วนตัว ครอบครัว และคู่รัก ที่ต้องการบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติและเงียบสงบ
มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งให้คุณว่ายเล่นหรือนอนอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือจะออกไปเดินเล่นริมชายหาดส่วนตัวที่สะอาด สงบ พร้อมเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์และความสวยงามของเมืองตากอากาศแห่งนี้ได้อย่างเต็มที่
คุณผู้อ่านสุดเลิฟท่านไหนสนใจจะตามไปเที่ยวตามละครแรงเงาก็จัดไปได้นะ ขอบอกว่าที่นี่เงียบสงบน่ารักมาก จนอยากเพ้อว่าจะพามุนินทร์กับวีกิจมาเที่ยวด้วยกันอีกครั้ง ช่วงนี้กำลังอินมาก เพราะละครใกล้อวสานแล้ว แล้วคราวหน้าเฮียกันต์จะพาไปเที่ยวตามรอยละครกันอีกนะ ส่วนจะเป็นที่ไหนคอยติดตาม หรือกดไลท์เข้าไปรีเควสในเฟสบุ๊ก Sanook! Travel ก็ได้ รับรองเริ่ดทุกที่
ชื่อ: คาชัวริน่า รีสอร์ท
ที่ตั้ง: ตำบลปึกเตียน อำเภอท่ายาง
โทร. 0 3244 3000
เว็บไซต์: www.casuarina-resort.com
เรื่อง: เฮียกันต์
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก: www.casuarina-resort.com

3 แหล่งช้อปปิ้งสุดฮอต เมืองหัวหิน


แหล่งช้อปปิ้งใน จังหวัดประจวบครีขันธ์ นั้นมีอยู่หลายแบบหลายสไตล์ด้วยกัน หากเป็นคนที่ชอบหาซื้อสินค้าประเภทของฝากจากชุมชนที่เป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นแล้วล่ะก็ สามารถหาซื้อได้ตามสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปได้ไม่ยาก หรือถ้าเป็นอาหารทะเลแห้ง ตามสองข้างทางเลียบชายหาดต่างๆ ก็จะมีร้านขายเรียงรายกันไปให้เลือกซื้อได้ตามใจชอบ
แต่ถ้าเป็นแหล่งช้อปปิ้งสไตล์คนรุ่นใหม่แล้วล่ะก็ "เพลินวาน" community mall ที่ย้อนสู่บรรยากาศเก่าแก่ของย่านการค้าวันวานให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกันอีกครั้ง ดูจะเป็นสถานที่ไม่ควรพลาด เลือกกินเลือกช้อปสินค้าเพื่อรำลึกวันวานกันได้ทุกวัน "Cicada" ตลาดนัดที่มีความโดดเด่นด้วยสินค้าไอเดียแบบแฮนเม้ดให้เลือกซื้อกันแบบจุใจ นอกจากนั้นยังมีการแสดงศิลปะและดนตรีให้ได้รับชมรับฟังกันอีกด้วย
ก่อนกลับลองแวะชมผ้าพิมพ์ลายสวยๆอย่าง "ผ้าโขมพัสตร์" ของดีเก่าแก่ของเมืองหัวหินกันสักนิด เป็นผ้าฝ้ายไทยแท้ที่นำมาพิมพ์ลายด้วยกระบวนการทำมือจนมีความสวยงามโดดเด่น เหมาะสำหรับซื้อไปใช้เอง หรือเป็นของฝากก็ได้เหมือนกัน

เชียงใหม่ เที่ยวเชียงใหม่ เมืองล้านนา ดินแดนที่หลาย ๆ คนอยากมาเยือน


สงกรานต์ 2555 นี้หากใครกำลังวางแผนไปเที่ยวสงกรานต์จังหวัดเชียงใหม่ ขอแนะนำให้คุณเจียดเวลาเล่นน้ำสุดสนุก ไปเที่ยวและไปชิม 7 สุดยอดสถานที่น่าพักผ่อนเหล่านี้ แล้วคุณจะไม่พลาดคำว่าเอ้าท์ ให้ใครเม้าส์ว่าไปไม่ถึงเชียงใหม่ได้เลยอะ
  
ร้านอาหารเช้า
1. กูดมอนิ่งเชียงใหม่ อาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง ในบรรยากาศไทยๆ
ร้านตกแต่งสไตล์ย้อนยุค ดูเข้ากันดีกับโครงสร้างซึ่งเป็นไม้เก่าๆ ฝาผนังประดับด้วยภาพโปสเตอร์หนังเก่า ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูขลังขึ้นอีก แนะนำว่าถ้าอยากรับแดดอุ่นๆ หรืออยากกินอาหารในสวนสวยๆ ก็ควรเลือกนั่งเอ้าต์ดอร์หลังร้าน ซึ่งทำเป็นสวนเล็กๆ แต่บรรยากาศดี้ดี อ้อ...ที่นี่เน้นบริการอาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง เมนูที่เรากินแล้วปลื้มจนต้องตามมากินอีกครั้งคือ "French Toast" ส่วนคอกาแฟคงถูกใจกับกาแฟจากอำเภอฝาง เพราะรสชาติเข้มข้น ไม่แพ้กาแฟนอกเลย
ที่ตั้ง:  29/5 ถ.ราชมรรคา ซ.6
เปิดทุกวัน: 08.00 - 17.00 น.
โทร.0-5327-8607

ประเภทอาหารเหนือ
2. ต๋อง สุดยอดอาหารพื้นเมือง
ถือว่าเป็นร้านอาหารพื้นเมืองหนึ่งเบอร์หนึ่งในดวงใจ เพราะรสชาติอร่อยห้าดาว ราคาถูกมาก บวกกับบรรยากาศน่านั่ง คนแน่นร้านตลอดเวลา ส่วนเมนูอร่อยลืมโลกคือ น้ำพริกหนุ่มรสแซ่บถึงใจ อย่าลืมสั่งส้าเนื้อสะดุ้ง แกงผัดหวานไข่มดแดง เห็ดถอบน้ำพริกข่า แกงส้มหน่อไม้ดองใส่ปลาช่อน ไปลองชิมเองแล้วจะรู้เองว่า อร่อยห้าดาวสมราคาคุยจริงๆ
ที่ตั้ง: ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 13
เปิดทุกวัน: 11.00-23.00 น.
โทร. 0-5389-4701
ประเภทร้านชา
3.Vieng Joom On Tea House ร้านชาบรรยากาศดี๊ดี
คนเก๋ๆ ต้องมาที่นี่กันนะจ๊ะ บรรยากาศดี้ดีๆ เพราะร้านตั้งอยู่ติดกับริมแม่น้ำปิง จับจองที่นั่งเอ้าต์ดอร์ เพื่อจิบชาและดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ได้เลย (ที่นั่งดีๆ อย่างโซน "โอเจ็ด" ต้องจองล่วงหน้านะจ๊ะ) ร้านเวียง จูมออน ทีเฮ้าส์ บริการชากว่า 59 ชนิด มีทั้งชาจีน ชาฝรั่ง ชาสมุนไพร และชาไม่มีคาเฟอีน เช่น ชาตูมกุหลาบ,ชาลาเวนเดอร์ แนะนำ "ชาเวียงจูมออน " ชาจีนที่มีให้เลือกตั้งแต่ไซส์เล็ก กลาง ใหญ่ ถ้าชอบชานมก็ต้องลอง "ชาปั่นวีเจโอสูตรโยเกิร์ตบลูเบอรรี่ ส่วน"มาดามบัตเตอร์ฟลาย" ก็เป็นอีกเมนูที่เด็กเสิร์ฟร้านนี้ Recommened ว่าต้องชิม เพราะหอมกลิ่นพีช เสิร์ฟทั้งแบบร้อนและเย็น ของหวานที่นี่ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กันอย่าง " Banana Fillo" จานนี้ใช้แผ่นแป้งบางกรอบห่อกล้วยหอมและช็อกโกแลต เสิร์ฟคู่กับไอศครีมวนิลาและน้ำผึ้งธรรมชาติ, "Hot Almond Brown" บราวนี่ราดด้วย Dark และ White ช็อกโกแลตร้อนๆ เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมก็เข้าที
ที่ตั้ง: 53 ถ. เจริญราษฎร์ ต. วัดเกต
เปิดทุกวัน: 10.00 - 19.00 น.
โทร.0-5330-3113 (www.vjoteahouse.com)
ประเภทร้านกาแฟ
4.Ristretto Coffee Estate แชมปบาริสต้ามาเอง
คุณอานนท์ ธิติประเสริฐ เจ้าของร้านนี้เคยเป็นแชมป์บาริสต้าที่ออสเตรีเลียมาก่อน แถมยังเรียนจบด้านกาแฟโดยตรงมาจากออสเตรเลีย คงจะพอการันตีได้ว่ากาแฟของที่นี่ย่อมไม่ธรรมดา คนอื่นอาจทำลาเต้อาร์ต (การเขียนลวดลายต่างๆ บนถ้วยกาแฟ) โดยใช้ไม้จิ้มฟันเขียน แต่เขาคนนี้ไม่ต้องใช้ตัวช่วย แค่ใช้มือทำลาเต้อาร์ตอย่างเดียวเท่านั้น ซิกเนเจอร์เด่นๆ ที่ต้องร้องว้าวคือ คือรูปดอกทิวลิป 7 กลีบ นอกจากจะได้ชิมกาแฟอร่อยๆ จากทุกมุมโลกแล้ว ยังจะได้ชมลาเต้อาร์ตสวยๆ ด้วย คุ้มไหมล่ะ ส่วนกาแฟเด่นๆ ของร้านคือ Affogato กาแฟรสชาติเข้ม กลิ่นหอมคาราเมล เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา หรือจะสั่ง Ristretto Icelatte กาแฟเย็นที่เราชื่นชอบ แล้วกินกับ "เอพเพิลสติ๊ก" รับรองไม่ผิดหวัง ถ้าอยากทำลาเต้อาร์ตเป็นบ้าง แนะนำให้สมัครเรียนทำลาเต้อาร์ต 1 วัน ( 3,900 บาท) ใช้เวลาเรียน 5 ชั่วโมง เรียนจบ มีออกใบรับรองให้ด้วย
ที่ตั้ง: ถ.นิมมานเหมินท์ (ข้างซอย 3)
เปิดทุกวัน: 8.00 - 23.00 น.
โทร.08-1978-0471 (www.ristr8to-coffee.com)

ประเภทร้านไอศครีม
5. Home Fresh Ice Cream (ไอศกรีมกดกริ่ง)ไอศครีมอร่อยเบอร์ 1
ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักกันในชื่อ "ไอศกรีมกดกริ่ง" แต่ชื่อร้านจริงๆ คือร้าน Home Fresh Ice Cream เปิดขายไอศกรีมกะทิผลไม้ไทยมานานถึง 40 ปี จุดสังเกตคือ ด้านหน้าจะมีผ้าใบกันสาดสีเหลืองกับสีส้ม วิธีการซื้อคือกดกริ่งเรียกคนขายได้เลย ความอร่อยของที่นี่มาจากรสชาติผลไม้สด เนื้อผลไม้เต็มๆ มีรสชาติให้เลือก 24 รส เช่น รสข้าวเหนียมมะม่วง รสใบเตยมะพร้าวอ่อน รสชาเย็น รสข้าวเหนียวมะม่วง รสงาดำ รสกล้วยหอม รสข้าวโพด รสวานิลลา ฯลฯ แถมราคาไม่ ราคาถ้วยเล็ก 17 บาทและถ้วยใหญ่ 70 บาทเท่านั้น
ที่ตั้ง: ถ.นิมมานเหมินทร์ ซอย 5 (เลี้ยวเข้าซอยตรงไปประมาณ 500 เมตร ร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือ)
เปิดทุกวัน: 8.00- 18.30 น.
โทร. 0-5321-0491
ประเภทร้านโรแมนติก
6. คุณนายตื่นสาย ดินเนอร์โรแมนติกที่สุด
ถึงแม้ว่าบนถนนนิมมานเหมินท์จะเต็มไปด้วยร้านอาหารให้เลือกเพียบ แต่ถ้ามองหาร้านสำหรับมากับคนรู้ใจ ฟังเพลงเบาๆ กินอาหารอร่อย แล้วดื่มด่ำกับบรรยากาศโรแมนติกล่ะก็ เราขอแนะนำร้านนี้ให้เป็นตัวเลือกเบอร์ 1 ในวันพิเศษ เตรียมอินไปกับการนั่งกินอาหารอาหารท่ามกลางสวนสวย จุดเทียนวิววับบนโต๊ะเพิ่มความโรแมนติกจนไม่อยากลุกไปไหน ส่วนอาหารก็นี่เลย เห็ดคั่วงา ต้มแซ่บเห็ด ตำมะม่วงหมูย่าง แล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยค็อกเทลเพิ่มความโรแมนติกขึ้น 2 เท่า แถมท้ายแนะนำที่เที่ยวห้ามพลาด!นอกจากจะแวะชมแพนด้าสุดน่ารัก ซึ่งถือเป็นไฮไลท์เมืองเชียงใหม่กันแล้ว อย่าลืมตบท้ายด้วยสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง รับรองไม่เสียเที่ยวกันแน่ๆ จ้า
ที่ตั้งถ.นิมมานเหมินท์ซอย 11 เข้าซอยประมาณ 50 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ
เปิด: ช่วงไฮซีซั่น 11.00 24.00 น. ส่วนนอกซีซั่นเริ่มเปิดตั้งแต่ 17.00 น.
โทร.0-5322-2208
ประเภทท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ
7.สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ชมต้นแบบของมูลนิธิโครงการหลวง
ที่นี่ถือเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของมูลนิธิโครงการหลวง เด่นเรื่องวิจัยไม้ผลเมืองหนาว มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายอย่างให้ชม เช่น สวนกลางแจ้ง ไร่ชา สวนบอนไซ ฯลฯ ไฮไลท์คือการไปเยี่ยมชมไร่สตรอเบอร์รี่ที่ปลูกบนดอยในลักษณะขั้นบันไดสวยงาม โดยฝีมือชาวปะหล่อง ภายในสถานียังมี "สโมสรอ่างขาง" บริการอาหารรสชาติอร่อย เมนูชวนชิม คือ เป็ดอี่เหลี่ยงรมควัน, ปราเทร้าต์นึ่งมะนาว, ขาหมูหมั่นโถวยูนนาน ,สลัดอ่างขาง อย่าลืมตบท้ายเครื่องดื่มด้วยน้ำกีวี่ปั่นรสชาติเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีบริการที่พักและสถานที่สำหรับกางเต็นท์อีกด้วยหากมีเวลา ควรแวะไปเที่ยว "หมู่บ้านนอแล" ของชาวปะหล่อง (อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 5 กม.) เป็นจุดชมวิวชายแดนไทย-พม่า เหมาะไปศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และชิมอาหารพื้นเมือง
ที่ตั้ง: 1 ม.5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 50320 (ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอินทนนท์)
เปิดทุกวัน: 06.00 - 18.00 น.
โทร.0-5345-0107-9

เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากไปเที่ยวเชียงใหม่ง่ายๆ ด้วยตัวเอง แบบไม่ง้อไกด์ ขอแนะนำหนังสือ เชียงใหม่ด่วนๆ (คลิก)สำหรับพกติดตัวไปเป็นไกด์พาคุณท่องเที่ยว เพราะครบทุกไฮไลท์ฉบับเที่ยวด่วนๆ แบบ No Plan, No Problem!อัพเดตที่สุดกว่า 120 แห่ง ในแบบจัดหนัก กินแหลก ช็อปกระจาย พร้อมแผนที่เข้าใจง่าย แถมสุดคุ้มด้วยคูปองส่วนลดจากร้านค้าต่างๆ พร้อม ลุ้นชิงโชคตั๋วเครื่องบินไป - กลับ กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ 2 ที่นั่งจากสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และแพ็คเกจที่พัก 3 วัน 2 คืนจากโรงแรมสุดหรูมากถึง 5 แห่ง! ในราคาแค่ 155 บาทเท่านั้นเจ้า! สนใจหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: หนังสือเชียงใหม่ด่วนๆ สำนักพิมพ์: Someday

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

งานประเพณีรับบัวปี 2555 ทำบุญไม่ซ้ำใคร หนึ่งเดียวในโลก


"ถ้าสายตาเรารับภาพได้เหมือนกล้องถ่ายรูป ที่สามารถหยุดภาพตรงหน้าในวินาทีนั้นได้ เราจะเห็นดอกบัวสีขาว สีชมพูนับร้อยนับพันดอก ปลิวไสวอยู่รอบเรือหลวงพ่อโตราวกับสายฝน" ผมนั่งหลับตารำพึงรำพันกับความทรงจำตัวเอง ขณะนั่งรถออกจากบริเวณที่ว่าการอำเภอบางพลี จ. สมุทรปราการ หลังจากใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงล่องเรือในคลองสำโรง เพื่อเก็บภาพ งานประเพณีรับบัว ประจำปี 2555 ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย และดอกบัวนับหมื่นนับพันดอกที่ลอยฟ่องอยู่เต็มลำคลองในวันอันแสนงดงามของชาวบางพลี จากการเชิญชวนของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.ภูมิภาคภาคกลาง) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. สำนักงานกรุงเทพฯ)
เช้าตรูของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ก่อนออกพรรษา 1 วัน ปีนี้ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ผมเดินทางมาถึงที่ว่าการอำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อประมาณ 7 โมงเช้า ตอนนี้รอบๆ บริเวณหน้าที่ว่าการเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและร้านค้าที่มาออกงานส่งเสียงขายของกันดังสนั่น ลานวัฒนธรรมด้านข้างที่ว่าการฯ ก็มีกิจกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวชมสลับกัน ทั้งรำกลองยาว วงดนตรีอังกะลุง ส่วนริมคลองมีชาวบ้าน นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่จัดงานมาออกันอยู่สองฟากฝั่ง คนยืนกันเบียดเสียดล้นหลามแทบไม่รู้ว่าจะแทรกตัวเข้าไปยืนตรงไหน สะพานข้ามคลอง ซี่งมีอยู่เป็นระยะๆ ตลอดลำคลอง ก็มีผู้ร่วมงานมายืนจับจองพื้นที่กันอยู่เต็มสะพาน เลยขึ้นไปอีกหน่อย ตามปากคลองต่างๆ ที่แยกจากคลองสำโรงก็มีเรือยนต์ เรือพาย หลายสิบลำจอดเรียงรายอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบางพลีในอดีตที่ยังมีความผูกพันกับสายน้ำและคลองแห่งนี้เป็นอย่างดี
เมื่อหลายปีก่อนผมเคยมาร่วมงานประเพณีรับบัวและเฝ้าชมขบวนแห่เรือหลวงโตบริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ในฐานะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมาเก็บภาพความงดงามของวัฒนธรรมและประเพณีโบราณที่นับวันจะหาดูยากขึ้นทุกที! แต่สำหรับปีนี้ สนุก! ท่องเที่ยว ได้กลับมาอยู่ในงานนี้อีกครั้ง ในฐานะคนทำงานที่เดินทางมาเก็บภาพสวยๆ ผมจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการยืนชมขบวนแห่อยู่บนฝั่ง มานั่งเรือหางยาวรับจ้างจากหน้าที่ว่าการอำเภอ (เรือลำหนึ่งนั่งได้ลำละประมาณ 6-8 คน) แล่นขึ้นไปตามคลองสำโรงที่ขุ่นข้นจนไม่ค่อยมีใครกล้าลงไปดำผุดดำว่ายอีกต่อไป หากยังเป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้านสองฝั่งคลองบ้างเป็นครั้งเป็นคราวไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะเดี๋ยวนี้มีถนนหนนทางเข้าถึงทุกบ้าน เดินทางสะดวกกว่าเป็นไหนๆ
คลองสำโรง เป็นคลองเก่าแก่ที่ขุดขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญของชาวบางพลีในอดีต มีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลสำโรงใต้อำเภอพระประแดง ผ่านตำบลสำโรงเหนือ อำเภอสมุทรปราการ ผ่านตำบลบางแก้ว ตำบลบางพลีใหญ่ ตำบลบางโฉลง ตำบลศรีษะจระเข้ใหญ่ อำเภอบางพลี และผ่านที่ว่าอำเภอบางพลี ไปถึงท่าสะอ้าน อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา คลองนี้เป็นเส้นทางติดต่อคมนาคมได้ทุกอำเภอ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านการเกษตรและพาณิชย์  เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ชาวบางพลีนอกจากจะใช้ประโยชน์จากการคลองสำโรงในการเกษตรและใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาแล้ว คลองสำโรงและหนองบึงใกล้เคียงยังเป็นแหล่งที่มีดอกบัวหลวงชุกชุมมาก เมื่อใกล้ถึงวันทำบุญออกพรรษา คนในอำเภอใกล้เคียงโดยเฉพาะชาวมอญในอำเภอพระประแดงซึ่งอยู่ในพื้นที่น้ำกร่อย จะพายเรือกันมาเก็บดอกบัวไปไหว้พระ เมื่อมากันบ่อยๆ ชาวบางพลีเห็นดังนั้นก็มีน้ำใจไปเก็บหาดอกบัวมาไว้ให้ ลองนึกดูซิว่า บรรยากาศในวันก่อนพรรษาในเวลานั้นจะอบอุ่นสักเพียงใด เมื่อคนต่างถิ่นพายเรือมาขอรับดอกบัวจากชาวบางพลีทั้งสองฝั่งคลอง ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน การให้และรับดอกบัวก็จะกระทำกันอย่างสุภาพ คือส่งและรับกันมือต่อมือ ก่อนจะให้กันก็ยกมืออธิษฐานเสียก่อน เพราะถือว่าเป็นการทำบุญทำกุศลร่วมกัน
คุณลุงคนขับเรือวัย 60 เศษๆ ที่ผมนั่งไปด้วย เล่าให้ฟังว่า วันรับบัว คือเช้าของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 แต่คนต่างถิ่นจะพายเรือมาตั้งแต่เย็นของวันขึ้น 13 ค่ำ เย็นนั้นคลองสำโรงจะอึกทึกครึกครื้นไปด้วยเสียงดนตรีนานาชนิด ใครรู้จักบ้านไหนก็แวะเวียนไปเยี่ยมกัน เจ้าของบ้านก็ออกมาต้อนรับขับสู้ไม่ต่างจากกับญาติของตัวเอง ตอนเช้าก็ลอยเรือไปรับบัว ขากลับก็แข่งเรือไปตลอดโดยไม่มีเส้นชัย ไม่มีกรรมการตัดสิน ใครนึกสนุกอยากจะแข่งเรือกับใครก็ได้ ดอกบัวที่ได้ส่วนมากจะแวะนำไปบูชาพระสมุทรเจดีย์หรือวัดใกล้บ้านของตน นี่คือที่มาของปีประเพณีรับบัวในอดีต ที่สวยงามและอบอุ่นจนยากที่จะได้เห็นบรรยากาศแบบนี้กันอีกแล้ว
งานประเพณีรับบัวเลือนหายไปช่วงหนึ่ง ต่อมาในสมัย นายชื้น วรศิริ เป็นนายอำเภอระหว่าง พ.ศ. 2478-2481 ได้รื้อฟื้นประเพณีรับบัวที่มีทีท่าว่าจะสูญหายไปให้ขึ้นมาใหม่ ในงานรับบัวของทางราชการครั้งแรกนั้นมีการแต่งเรือประกวดประชันกัน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ต่างช่วยกันหาดอกบัวและแจกข้าวต้มมัดแก่แขกต่างบ้านและผู้จัดเรือเข้าประกวด เรือที่จัดเข้าประกวดในครั้งแรก มีการเอาไผ่มาสานเป็นโครงรูปองค์พระพุทธรูป ปิดหุ้มด้วยกระดาษทอง ต่อมาบนเรือสมมุตว่า เป็นเรือหลวงพ่อโตแห่งวัดใหญ่บางพลีในในปีต่อๆ มาเลยมีไอเดียอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อโตจำลองลงเรือล่องมาตามคลองสำโรงกลายเป็นงานประจำปีของอำเภอ ซึ่งถูกจัดงานใหญ่ขึ้น มีการออกร้านขายของ มีมหรสพ แล้วประเพณี ‘รับบัว' ก็กลายเป็นประเพณี ‘โยนบัว' ในปัจจุบัน ส่วนดอกบัวที่ใช้ในงานทุกวันนี้ ลุงบอกกับเราว่า ส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าซื้อมาจากปากคลองตลาด เพราะดอกบัวในคลองสำโรงเดี๋ยวนี้ไม่มีให้เก็บแล้ว
   
ขณะเรือแล่นผ่านสองฝั่งคลอง ชาวบ้านจำนวนนับร้อยนับพันยืนรอเวลาโยนบัวด้วยใจจดจ่อ แต่ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ท้องฟ้าที่ดูครึ้มนิดๆ และอากาศกำลังเย็นสบาย ก็เปลี่ยนเป็นเม็ดฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ผมกับช่างภาพอีกหลายคนที่อยู่ในเรือต้องรีบเก็บกล้องและเข้าไปหลบฝนอยู่ใต้สะพานข้ามคลอง เสื้อผ้าและกางเกงเริ่มเปียกปอนจากละอองฝนทีละนิดๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ระหว่างที่ผมก้มหน้าก้มตาหลบฝน เพราะกลัวว่ากล้องถ่ายรูปจะเปียกอยู่นั้น ประชาชนจำนวนมากยังคงยืนแน่นอยู่สองฝั่งคลอง และหยิบร่มขึ้นมากางร่มหลบฝนโดยไม่มีที่ท่าว่าจะหนีไปไหน แม้บางคนจะจะเนื้อตัวเชอะแชะบ้างก็ตาม แต่ผมก็เห็นว่าคนที่ยืนรอต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี มือถือดอกบัวกันคนละกำสองคำ สีขาวบ้าง สีชมพูบ้าง มองไปทางไหนก็เห็นดอกบัวกระจ่างอยู่ในซอกมุมต่างๆ ด้วยพลังศรัทธาในพุทธศาสนา บรรยากาศไม่ต่างจากงานตักบาตรดอกไม้ที่ผมเคยเห็นที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
...ช่างเป็นภาพที่ผมรู้สึกงดงาม และให้ความหมายบางอย่างของประเพณีนี้ได้เป็นอย่างดี แม้งานประเพณีโยนบัวปีนี้ จะตรงกับเช้าวันจันทร์ แต่ก็ยังมีคนมาเที่ยวงานโยนบัวเป็นจำนวนไม่น้อย แต่หากปีไหนวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันหยุดเสาร์- อาทิตย์ ปีนั้นคนจะยิ่งเยอะมากเป็นพิเศษ
ฝนเริ่มซาเม็ด และตกๆ หยุดๆ เป็นพักๆ ขบวนแห่เรือหลวงพ่อโต ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาตามลำคลองจากบริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ในทีละนิดๆ พร้อมเสียงดนตรีดังกระหึ่มเรียกความสนุกสนานคึกคัก โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่หน้าอำเภอบางพลี ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่รออยู่ปะรำพิธี ด้วยความที่คลองสำโรงไม่ใช่แคบๆและมีความคดเคี้ยวไปมาพอสมควร เมื่อชาวบ้านต้องการถวายดอกบัวแด่หลวงพ่อโตที่อยู่ในเรือ วิธีที่จะส่งดอกบัวขึ้นเรือก็มีอยู่วิธีเดียว ไม่สามารถใช้วิธีอื่นได้ นั่นคือ การโยนดอกบัวลงเรือตรงตำแหน่งที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ที่มีเจ้าหน้าที่ผู้ชายแต่งกายเป็นเทวดานั่งอยู่รอบๆ คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ในเรือ
ก่อนโยนบัวทุกคนจะยกมืออธิษฐานเสียก่อน คนที่ยืนอยู่ไกลจากเรืองหลวงพ่อโตบ้างก็อาจจะเขวี้ยงดอกบัวจนสุดกำลังเอื้อม พร้อมกับลุ้นอย่างสนุกสนานว่า ดอกบัวที่โยนลงไปนั้นจะลงเรือพอดีเป๊ะหรือไม่ ถ้าโยนลงเรือก็จะดีใจกันยกใหญ่ แต่บางทีความสนุกสนานเฮฮา ก็อยู่ตอนที่ดอกบัวจำนวนมากพลาดเป้าลงไปลอยละล่องอยู่ในน้ำ สีขุ่น หรือไม่ก็โยนโดนหัวของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่เป็นเหมือนเป้านิ่งอยู่บนเรือหลวงพ่อโต
เมื่อโยนดอกบัวกันแล้ว ลูกศิษย์หลวงพ่อบนเรือก็จะโยนข้าวต้มมัดให้ชาวบ้านสองฝั่งคลอง ที่เชื่อกันว่า กินแล้วเป็นยา กินแล้วเป็นมงคล ชาวบ้านจึงชุลมุนแย่งข้าวต้มมัดในถุงพลาสติกหูหิ้วที่โยนมาให้ทั้งถุงนั้นเป็นการใหญ่ ระหว่างเรือแล่นไปตามคลองสำโรง ดอกบัวนับร้อยดอกก็ปลิวไสวลอยมาลงเรือท่ามกลางรอยยิ้มของพุทธศาสนิกชนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เมื่อเรือหลวงพ่อโตแล่นมาถึงที่ปะรำพิธีหน้าที่ว่าการอำเภอ ถึงตรงนี้ชาวบ้านก็โยนบัวชุดใหญ่กันอีกรอบ ปริมาณดอกบัวจำนวนมหาศาลสูงเริ่มเหนือพระอุระ (หน้าอก) หลวงพ่อโต และกองเป็นพะเนินอยู่รอบข้าง ถึงขนาดนั้นก็ยังมีดอกบัวนับพันนับหมื่นดอกที่ลอยเกลื่อนอยู่ในน้ำเป็นทางยาว แม้ลูกศิษย์จะพยายามเก็บดอกบัวที่โยนพลาดขึ้นจากน้ำดอกแล้วดอกเล่าก็ตาม
หลังจากจบขบวนแห่ คนที่ยังมีดอกบัวเหลืออยู่เพราะโยนไม่ทัน หรือเตรียมมามากเกินไป ก็เอามาโยนเล่นกันบ้าง บางคนเก็บไว้โยนใส่เทพีที่นั่งมากับเรือประกวดบ้าง วันนี้แม้วัตถุประสงค์ของการ 'รับบัว' จะเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา และคงเป็นการยากที่เราจะไปต่อต้านกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ผมก็ยังรู้สึกอิ่มเอิบใจและมีความสุขกับพลังความศรัทธาของประชาชนที่มาร่วมงานประเพณีของชาวบางพลีให้สืบทอดคงอยู่ต่อไป
ส่วนใครอยากมารับบัวกับชาวพลีเหมือน ในปีนี้ ก็เตรียมตัวเอาไว้ให้ดีในปีหน้า เพราะเขาจัดแค่ปีละครั้งเท่านั้น คือวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ก่อนออกพรรษา 1 วัน เป็นประจำทุกปี
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้: สำนักงานการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอำเภอบางพลี โทร.0 2337 4059
เรื่อง: ธรรมวารี ธีระณารา
ภาพ: ธนปกรณ์ สุขสาลี,ทรงเกียรติ ชินวงษ์

พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี กรุงเทพฯ


เสียงเห่กล่อมกระบวนเรือดังไปทั่วผืนลำน้ำเจ้าพระยาครั้งใด คลื่นมหาชนต่างก็ยินดีและเรียงรายอยู่ตลอดทั้งสองฝั่งน้ำกันอย่างเนืองแน่นเพื่อชมความยิ่งใหญ่อลังการของเรือลำต่างๆ ที่สรรสร้างขึ้นด้วยความวิจิตรบรรจงตามเอกลักษณ์ของไทย แปรเปลี่ยนเป็นความอลังการกลางลำน้ำที่จะหาชมไม่ได้จากที่ใดอีกแล้วในโลกใบนี้
ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกยุคปัจจุบัน ทันทีที่ฝีพายจ้วงน้ำครั้งแรก ภาพอันงดงามและน่าประทับใจก็ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่ไม่รู้อะไรเลยก็ยังเฝ้าติดตามชมด้วยใจจดจ่อ บ้างก็ลงทุนบินลัดฟ้าเพื่อมาชมวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองสยามนี้โดยเฉพาะ ยังไม่มีความเหมาะสมด้วยอุดมฤกษ์ชัยใดๆ ที่จะบ่งบอกให้เราได้รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะได้ชมความยิ่งใหญ่กลางลำน้ำเช่นนั้นอีก แต่ที่แน่ๆ ก็คือเรือพระราชพิธีลำเด่นจะยังคงอวดโฉมอยู่ ณ ริมเส้นเลือดใหญ่ของประเทศบริเวณปากคลองบางกอกน้อย ฝรั่งมังค่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาชมไม่เว้นแต่ละวัน...
...ควรแล้วละหรือ? ที่ชาวไทยอย่างเราจะไม่เคยย่างกรายเข้าไปชื่นชมอย่างใกล้ชิดสักครั้งหนึ่ง...
"พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี" ตั้งอยู่ตรงบริเวณปากคลองบางกอกน้อยที่เชื่อมออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สมัยเดิมเป็นอู่หรือโรงเก็บเรือพระราชพิธีโดยอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของสำนักพระราชวังและกองทัพเรือในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณบางกอกน้อยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตกเป็นเป้าโจมตี ระเบิดลูกแล้วลูกเล่าได้ถูกทิ้งลงมายังบริเวณนี้ และบางส่วนก็ได้สร้างความเสียหายให้กับโรงเก็บเรือพระราชพิธีรวมไปถึงเรือบางลำด้วย (พ.ศ. 2487) ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 สำนักพระราชวังและกองทัพเรือได้มอบหมายให้กรมศิลปากรทำการซ่อมแซมตัวเรือที่ได้รับความ เสียหายจากระเบิด
เรือพระราชพิธีเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและประเมินค่ามิได้ ปัจจุบันนี้ชิ้นส่วนเรือบางส่วนที่ได้รับความเสียหายยังคงเก็บเอาไว้ให้ชมที่บริเวณเดียวกันเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงผลร้ายของสงคราม เรือพระราชพิธีเป็นเรือที่มีความสำคัญและมีประวัติการจัดสร้างมายาวนานตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความวิจิตรงดงามในฝีมือเชิงช่างอันล้ำเลิศทรงคุณค่าในงานศิลปกรรม และยังคงถูกนำมาใช้ในพระราชพิธีที่สำคัญในโอกาสต่างๆ มาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
จากความสำคัญของโรงเก็บเรือพระราชพิธีดังกล่าว นี้เอง กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนเรือพระที่นั่งต่างๆ ไว้เป็นมรดกของชาติ พร้อมทั้งยกฐานะของอู่เก็บเรือขึ้นเป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี" ในปี พ.ศ. 2517 เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมอันล้ำค่าสู่ชนรุ่นหลังสืบต่อไป
อาคารขนาดใหญ่โตหลังนี้ มองจากภายนอกแล้ว แทบไม่รู้เลยว่ามีสิ่งล้ำค่าอยู่ภายในหากมาจากทาง ถนนก็จะเป็นซอยของชุมชนเล็กๆ ที่อยู่หลังค่ายทหาร เรือ แต่การเดินทางอย่างเป็นทางการและนิยมมากเพื่อ มาถึงที่นี่ก็คือทางเรือ วิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาปาก คลองบางกอกน้อยเข้ามาไม่ไกล
เมื่อได้เข้ามาเห็นใกล้ๆ ในระยะประชิดความรู้สึกเป็นบุญตาก็บังเกิดขึ้นแทบจะในทันที ยามที่ลอยอยู่กลางลำน้ำก็แลดูเด่นเป็นสง่ายามจอดสงบนิ่งก็ดูยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ซึ่งมีโขน (หัวเรือ) สูงเด่นจนต้องแหงนคอตั้งบ่าเพียงแค่ทำให้เรือลอยอยู่กลางลำน้ำได้ก็ต้องใช้ฝีมือชั้นครู แต่เรือขนาดใหญ่และสูงแบบนี้นึกภาพตอนสร้างไม่ออกเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่ความรู้สึกว่าเป็นบุญตาเท่านั้น อีกความรู้สึกที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเลือดรักและภาคภูมิใจในชาติไทยที่เรามี
วัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ให้ใครต่อใครต้องทึ่งก็ฉีดซ่านไปทั่วร่างกายฝีมือเชิงช่างทางศิลปะที่สลักเสลาไปตามลำเรือ พระราชพิธีเหล่านี้ไม่ว่ากล้องชั้นเทพคนชั้นเซียนแค่ไหนก็ไม่สู้การมาเห็นของจริงด้วยตาตนเอง น่ายินดีเป็นยิ่งนัก ที่เรามีบรรพบุรุษที่เก่งกาจสามารถถึงเพียงนี้
นอกจากตัวเรือพระราชพิธีแล้ว บริเวณโดยรอบ ยังจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนเรือพระราชพิธี เรือจำลองขนาดเล็กแบบต่างๆ ส่วนประกอบของลำเรือ รวมไปถึงประเพณีและเครื่องแต่งกายของฝีพายอีกด้วยสถานที่แห่งนี้คืออีกหนึ่งเครื่องมือ หยุดเวลา ซึ่งได้หยุดผลงานทรงคุณค่าเอาไว้ให้ผู้ถือกำเนิดมาทีหลังได้ชม รอยแกะสลักทุกรอย ฝีแปรงทุกเส้น กระจกประดับทุกชิ้นล้วนมีเรื่องราว และความหมายที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ค่าบำรุงในการเข้าชมในอัตราชาวไทยคนละ 20 บาท จัดว่าถูกมากเสียยิ่งกว่าข้าวหนึ่งจานเสียอีก หรือ ค่าธรรมเนียมการนำกล้องเข้าไปถ่ายภาพตัวละ 100 บาทก็ถูกอย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับความทรงจำที่เราได้บันทึกผลงานแห่งแผ่นดินในระดับนี้ 
..ไม่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกคุณค่าแห่งสายน้ำของสยามหรือ? พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีเปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการในระหว่างเวลา 9.00 - 17.00 น.ปิดทำการเฉพาะวันขึ้นปีใหม่และวันสงกรานต์เท่านั้นสำหรับนักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ พระภิกษุสามเณรและนักบวชในศาสนาต่างๆ สามารถเข้าชมโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม โทร. 02-424-0004

เทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2555


เที่ยวหน้าหนาว..นอนนับดาว ปลายฝน...ต้นหนาวกับ เทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2555

เสียงเพลงลอยกระทง....ที่คุ้นเคย ปีนี้กำลังใกล้เข้ามาอีกแล้ว " วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ "
"ลอยกระทง" ในคืนวันเพ็ญ(ขึ้น15 ค่ำ) เดือนสิบสอง เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ปีนี้วันลอยกระทงตรงกับวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2555 ททท.ภูมิภาคภาคกลาง ได้รวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวใน 19 จังหวัดภาคกลาง ไว้ที่เว็ปไซด์ www.เที่ยวภาคภาคกลาง.com เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เป็นข้อมูลออกไปท่องเที่ยวและร่วมงานลอยกระทงได้ทุกพื้นที่ของจังหวัดภาคกลางเป็นทางเลือก
นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดเผยแผนการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง 19 จังหวัด เดือนพฤศจิกายน 2555 ภายใต้แนวคิด "เที่ยวหน้าหนาว...นอนนับดาว"
เที่ยวหนาวนี้ที่ภาคกลาง 6 แบบ 6 สไตล์ นอกจากเทศกาลลอยกระทงในคืนพระจันทร์เต็มดวงในวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2555 แล้วนักท่องเที่ยวยังสามารถออกไปนอนสัมผัสไอหนาว&พักผ่อนนอนนับดาว (ไม่ว่าดาวนั้นจะอยู่ในน้ำ(ลอยกระทง) หรืออยู่บนท้องฟ้า) แต่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน 2555 ถ้ามาวิเคราะห์กันดูก็จะรู้ว่า "ภาคกลาง" เปรียบเสมือน ห้องรับแขกสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะเป็นศูนย์รวมของความเจริญทุกๆด้านของประเทศไทยและเป็นศูนย์กลางของการเดินทางท่องเที่ยวของประเทศ มีความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยวทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ความทันสมัยและสิ่งใหม่ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายหลากหลายสไต ล์ให้เลือก โดยเฉพาะ "ขับรถเที่ยว" ใช้เวลาเดินทางไม่มากนัก ไป-กลับ สะดวกสบาย เที่ยวได้บ่อยๆ ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่ต้องรอวันหยุด ค่าใช้จ่ายประหยัดสุดแสนคุ้มค่าทุกราคาที่คุณสามารถออกแบบได้ ตามสโลแกน "เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง"
" เที่ยวหน้าหนาว...นอนนับดาว " กับ 6 แบบ 6 สไตล์ ประกอบด้วย
มนต์เสน่ห์ทะเลวัง: ลอยกระทงตามที่พักโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวสุดแสนคลาสิคโรแมนติก แถบประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี หรือจะไปพบกับความมหัศจรรย์ ลอยกระทงในถาด หรือลอยกระทงสาย โพธาราม ราชบุรี สัมผัสความหนาวสวนผึ้ง(ราชบุรี) แก่งกระจาน(เพชรบุรี) กุยบุรี - สามร้อยยอด(ประจวบคีรีขันธ์) ไปนอนนับเหยี่ยวและนับดาว กันดู....
แดนสวรรค์ตะวันตก: ลอยกระทงในแดนสวรรค์ตะวันตก น่าสนใจในหลายพื้นที่ตลอดสายน้ำ แม่น้ำแคว กาญจนบุรี สัมผัสความหนาว นอนนับดาว ตามโรงแรม&รีสอร์ทสวยๆ ตลอดทั้งเดือน แหล่งท่องเที่ยวแดนสวรรค์ตะวันตกปีนี้หนาวแน่... ไม่แพ้ภาคเหนือและอีสาน
เที่ยวท่องล่องชมวิถีชุมชน: ลอยกระทงกาบกล้วยแม่กลอง&อัมพวา สมุทรสงคราม เสมือนดาวในท้องน้ำเป็นล้านๆดวง นอกจากนั้นแถบ นครปฐม และสมุทรสาคร ก็มีงานลอยกระทงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน สัมผัสความหนาว นอนนับดาว กับโรงแรม&รีสอร์ทสวยๆ ในสวนและริมแม่น้ำ ตลอดจนปากอ่าวกลางทะเล
เที่ยวเมืองเก่าเล่าประวัติศาสตร์: ลอยกระทงตามประทีป พระนครศรีอยุธยา ตลอดจนประเพณีลอยกระทง สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท ก็สวยงามไม่แพ้กันในคืนพระจันทร์เดือนเพ็ญสัมผัสความหนาว นอนนับดาวกับไออุ่นของดินแดนประวัติศาสตร์และ ธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติพุเตย ด่านช้าง อู่ทอง สุพรรณบุรี ท้องทุ่งอ่างทอง ชัยนาท อยุธยา ก็น่าเที่ยว...ต้องลองไป กางเต้นท์นอนหรือเลือก รีสอร์ทสวยๆ & โฮมสเตย์ นอนนับดาวกันดู
ผจญภัยหัวใจสีเขียว: ลอยกระทงเขตทหาร วิถีวัฒนธรรม และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทงย้อนยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลพบุรี ลอยกระทงบางระจัน สิงห์บุรี ลอยกระทงสืบสานวัฒนธรรม สระบุรี สัมผัสความหนาว สายลม และแสงแดด ทุ่งทานตะวัน ทุ่งหญ้า น้ำตก สายน้ำ ป่าเขา-อุทยานฯ ค่ายทหาร มีให้ท่านสามารถไปนอนนับดาวตามรีสอร์ทบูติค เท่ๆ หรือจะกางเต้นท์ หรือจะเลือกนอนค่ายทหาร หรือจะเป็นท้องทุ่งหญ้าเมืองคาวบอย ตามใจที่คุณที่จะออกแบบโปรแกรมการเดินทางท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง...หลากหลายสไตล์
กรุงเทพฯสุขหรรษา: ลอยกระทง "สีสันแห่งสายน้ำมหกรรมลอยกระทง" ตลอดสายน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ลอยกระทงตามสายน้ำ เช่น ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา สัมผัสความหนาว & ดูดาว ไปดูดาวท้องฟ้าจำลอง หรือจะไปหาดูดาวตามรีสอร์ทนอกเมืองจังหวัดรอบข้างรอบกรุงเทพมหานคร
แล้วคุณล่ะ...วางแผน...เตรียมตัวไปท่องเที่ยวท้า...ลมหนาวปีนี้หรือ ยัง....ถ้ายัง "เที่ยวภาคกลาง" มีข้อเสนอแนะให้ เข้าไปหาข้อมูล สุดยอด 19 ที่เที่ยวจังหวัดภาคกลาง แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ 19 จังหวัดภาคกลาง มหัศจรรย์เมืองไทย กับ Unseen 3 ใน 19 จังหวัดภาคกลาง ตลอดจน "19 ที่กิน 19 ที่นอน 19 ที่ช้อปปิ้ง" ใน 19 จังหวัดภาคกลาง ในเว็บไซด์ www.เที่ยวภาคกลาง.com