วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” ชวนชมดอกซากุระญี่ปุ่นแท้บานเยอะที่สุดในเมืองไทย


สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ชวนชมซากุระญี่ปุ่นบานสะพรั่งภายในสถานี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมกราคมของทุกปี ซึ่งที่นี่นับเป็นที่รวบรวมต้นซากุระญี่ปุ่นที่ออกดอกไว้จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย
     
       สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ชวนชมดอก"ซากุระญี่ปุ่น"ออกดอกเบ่งบานเป็นจำนวนมากรับฤดูหนาว ในขณะเดียวกันก็มี “ดอกนางพญาเสือโคร่ง” หรือ “ซากุระเมืองไทย” ออกดอกบานไปพร้อมๆกัน

“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” ชวนชมดอกซากุระญี่ปุ่นแท้บานเยอะที่สุดในเมืองไทย

       ซากุระ(Cherry Blossom) เป็นไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้นำต้นพันธุ์มาจากประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2540) และจากประเทศไต้หวัน (เมื่อปี 2551) ซึ่งทั้งสองประเภทเป็นไม้ในตระกูลเดียวกันกับต้นพีช(ท้อ) และดอกนางพญาเสือโคร่งมีลักษณะดอกคล้ายกัน ดอกจะมีทั้งสีชมพูเข้มและชมพูอ่อน

“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” ชวนชมดอกซากุระญี่ปุ่นแท้บานเยอะที่สุดในเมืองไทย

       ปัจจุบันภายในสถานีเกษตรอ่างขางปลูกต้นซากุระญี่ปุ่นและเชอรี่ไต้หวันไปแล้วกว่า 700 ต้น พื้นที่ที่ปลูกต้นซากุระได้ดีคือต้องความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมกราคมของทุกปี ดอกซากุระจะออกดอกให้ได้ชุมตามจุดต่างๆ ซึ่งปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ถือเป็นที่รวบรวมต้นซากุระญี่ปุ่นที่ออกดอกไว้จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย

“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” ชวนชมดอกซากุระญี่ปุ่นแท้บานเยอะที่สุดในเมืองไทย

       สำหรับสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นโครงการหลวงแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ใน ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นสถานที่ทดลอง ค้นคว้า และวิจัยพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกเมืองหนาว บนพื้นที่ที่มีอากาศเย็นตลอดปี เนื่องจากมีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร มียอดสูงสุด 1,928 เมตร

“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” ชวนชมดอกซากุระญี่ปุ่นแท้บานเยอะที่สุดในเมืองไทย

       นอกจากดอกซากุระญี่ปุ่นแล้ว ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางยังมีจุดน่าสนใจต่างๆ อาทิ สวน แปดสิบ,อาคารไม้ดอกเมืองหนาว,โรงเรือนแปลงกุหลาบ,สวนรับเสด็จ, สวนหอม,สวนกุหลาบอังกฤษ, สวนบอนไซ,แปลงไม้ผลเมืองหนาว เป็นต้น
     
       ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โทร. 0-5345-0077

ชวนอร่อยในงาน “วันไก่ย่าง ขั่วหมี่โคราช”


หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชวนร่วมงานหอการค้าโคราชแฟร์และเทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช ครั้ง 8 “วันไก่ย่าง ขั่วหมี่โคราช” ในระหว่างวันที่ 25 - 29 ธันวาคม 2556 ณ ลานเอนกประสงค์ หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีโคราช ถนนมิตรภาพ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
     
       นายสุหฤทธิ์ ชาญวนังกูร ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานนครราชสีมา เผยว่า หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้ดำเนินการจัดงานเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้กิจกรรม เทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช มาอย่างต่อเนื่องซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 8 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การนำอาหารย่างชื่อดัง จากทั่วประเทศ ทั้งอาหารทะเลจากภาคตะวันออก และสุดยอดอาหารย่างจากจังหวัดต่างๆ มาให้ได้เลือกซื้อ และเลือกชิม
     
       มีโต๊ะอาหารจัดเตรียมได้นั่งรับประทานอาหารกว่า 500 โต๊ะ ซุ้มการแสดงสินค้าที่หลากหลายกว่า 300 ซุ้ม และแบ่งเป็น โซนต่างๆ เช่น โซนไก่ย่างโคราช โซนขั่วหมี่โคราช โซนอาหารย่าง โซนแฟกตอรีเอาต์เล็ต (สินค้าจากโรงงาน) และโซนสินค้า ของดีราคาถูก โดยเฉพาะโซนไก่ย่าง และโซนขั่วหมี่โคราช เป็นการรวบรวมร้านไก่ย่าง และร้านผัดหมี่โคราชชื่อดังของจังหวัดนครราชสีมา มากกว่า 10 ร้านค้ามาไว้ด้วยกัน ซึ่งไก่ย่าง และผัดหมี่ถือเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงเรื่องความอร่อย และเป็นเอกลักษณ์ของชาวโคราชมายาวนาน โดยบรรยากาศภายในงานเป็นการตกแต่งสถานที่แบบโบราณย้อนยุค ให้ผู้ที่มาชมงานได้นึกถึง การค้าขายในยุคสมัยก่อน นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแสดงโชว์ แสง สี เสียง สุดอลังการ และการแสดงของศิลปินชื่อดัง อีกมากมาย
     
       ทั้งนี้ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ยังได้จัดเตรียมบูธจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการต่างๆกว่า 30 ซุ้ม ให้ได้นำสินค้าของตัวเองมาจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการอีกทางหนึ่ง
     
       ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ 0 4429 6121-3 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในวัน และเวลาราชการ และที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) โทรศัพท์ 0 4431 3030, 0 4421 3666

       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
     
       สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปิดรีสอร์ทหรูริมแม่น้ำของนักร้องหนุ่มสุดเซอร์ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

ที่นี่เป็นหนึ่งในรีสอร์ทยอดนิยมของนักเดินทางชาวต่างชาติที่มาเยือนกรุงเทพฯ และมีเจ้าของเป็นนักร้องหนุ่มสุดหล่อ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ ลูกชายคนโตของ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ นั่นเอง



จักรพงษ์วิลล่า ในอดีตเป็นวังเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ ปัจจุบันวังแห่งนี้ได้เปิดต้อนรับให้นักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสกับประวัติศาสตร์อันงดงามและแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่พักสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว บ้านไทยริมน้ำของที่นี่ได้รับการตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย บ้านสองชั้นตกแต่งใหม่ให้มีกลิ่นอายความเป็นจีน และบ้านหลังล่าสุดที่เปิดให้เข้าพักเคยเป็นที่อยู่ของ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ ห้องพักทุกห้องครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย อาทิ ฝักบัว, พื้นที่นั่งเล่น, เสื้อคลุมอาบน้ำ, เครื่องชงกาแฟ/ชา, ห้องน้ำรวม รวมทั้งกิจกรรมนันทนาการสุดพิเศษมากมาย เช่น ห้องฟิตเนส, สระว่ายน้ำกลางแจ้ง อีกทั้งรอบรีสอร์ทยังปกคลุมไปด้วยแมกไม้และวิวทิวทัศน์ที่ให้สัมผัสแบบย้อนยุคได้เป็นอย่างดี และใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย เช่น วัดโพธิ์, ปากคลองตลาด, วัดอรุณ เป็นต้น

ที่ตั้ง:ถนนมหาราช ท่าเตียน กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ 0-2622-3356-8

เว็บไซต์: www.thaivillas.com

เปิดรีสอร์ทสุดน่ารักของคุณตัน ภาสกรนที อาลีบาบา รีสอร์ท ปราณบุรี

หนาวนี้ใครกำลังวางแผนไปเที่ยวทะเลปราณบุรี ขอแนะนำ อาลีบาบารีสอร์ท (Ali Baba Boutique Resort) ที่พักสไตล์อาราเบียน ของ คุณตัน ภาสกรนที ที่อยู่ใกล้หาดปราณบุรีแค่นิดเดียว




อาลีบาบารีสอร์ท (Ali Baba Boutique Resort) โดดเด่นด้วยการออกแบบสีสันสดใส กำแพงทาสีสดสไตล์อาราเบียน ผสมผสานการบริการแบบไทยๆ ห้องพักทุกห้องเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยสะดวกพร้อมสรรพ มาพักผ่อนแล้วจะออกไปตกปลา ขี่จักรยาน เล่นน้ำทะเล หรืออยากนั่งพักผ่อนชมวิวขุนเขาเมืองปราณ ก็สามารถมาสัมผัสได้ที่รีสอร์ทน่ารัก ราคาเป็นกันเองแห่งนี้
ที่ตั้ง: ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี
ราคา: 1,500- 2,500 บาท
โทร. 0 3263 0570
เว็บไซต์: www.alibabaresort.com

เปิดรีสอร์ทบรรยากาศสุดชิลล์ของนักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ทีน-สราวุฒิ พุ่มทอง

อากาศดีๆ แบบนี้หลายคนที่กำลังวางแผนไปเทียวทะเลแสนเงียบสงบแถวหาดเจ้าสำราญ จ. เพชรบุรี และมองหาที่สบายๆ สำหรับครอบครัว หรือแก็งค์เพื่อนๆ อยู่ สนุก! ท่องเที่ยว ขอแนะนำรีสอร์ทเปิดใหม่ล่าสุด ที่มีเจ้าของเป็นนักแสดงและพิธีกรหนุ่มอารมณ์ดี ทีน-สราวุฒิ พุ่มทอง ชาวจังหวัดเพชรบุรี ที่กลับมาเปิดที่พักในบ้านเกิดตัวเอง



บ้านจันทร์แสงทอง เป็นพักตากอากาศบรรยากาศสบายๆ และอยู่ใกล้ทะเลแค่นิดเดียว เหมาะสำหรับมาพักผ่อนในช่วงวันสุดสัปดาห์ นั่งสังสรรค์ ปาร์ตี้อาหารทะเล ที่แค่นึกภาพตามก็สนุกไม่เบาแล้ว การเดินทางไปก็ไม่ยาก เมื่อขับรถถึงกลางเมืองเพชรบุรี แถวโรงพยาบาลเพชรรัตน์ จะเห็นโรงงานไฟฟ้าเล็กๆ ที่มีป้ายบอกทางชี้ไปหาดเจ้าสำราญ จากนั้นวิ่งตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทางถนน ก็จะเห็นป้ายหาดเจ้าสำราญ แล้วเลี้ยวซ้ายไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะเจอบ้านจันทร์แสงทอง อยู่ทางซ้ายมือ



ที่ตั้ง: หาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
โทร.08-2333-8642
หรือ www.facebook.com/baanchansangthong

ขอบคุณภาพจาก: www.facebook.com/baanchansangthong

5 ที่เที่ยวธรรมชาติสวยสะดุดตาในภาคกลาง

หนาวนี้หากใครยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวกอดลมหนาวที่ภาคเหนือ ลองใช้เวลาวันหยุดสั้นๆ มาสัมผัสลมหนาวใกล้ๆ ที่ภาคกลาง ขอบอกว่า สวยเด็ดไม่แพ้กันเลยนะ

1.เขาช้างเผือก จ.กาญจนบุรี เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีความสูงถึง 1,249 จากระดับน้ำทะเล  การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาช้างเผือกนั้นใช้การเดินเท้าในระยะทางประมาณ 8-9 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางนั้นจะเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะยอดเขาต่างๆ แต่ตลอดเส้นทางสามารถชมวิวทิวทัศน์สวยๆ ได้ตลอดเส้นทาง และมีจุดกางเต็นท์เพียงจุดเดียวที่ กิ่วลม เท่านั้น


2.เขากระโจม จ.ราชบุรี เป็นยอดเขาสุดเขตชายแดนระหว่างไทย-พม่า ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาตะนาวศรี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,045 เมตร บริเวณนี้เป็นที่อาศัยของของชุมชนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งอพยพมาจากเมืองทวายประเทศพม่า ชาวกะเหรี่ยงเรียกยอดเขานี้ว่า "เขาลันดา" ซึ่งหมายถึง ภูเขาที่มีที่ราบ ส่วนชื่อ "เขากระโจม" นั้นได้รับฉายามาจากคนไทยที่เข้าไปทำเหมืองแร่ แล้วมองเห็นยอดเขาดูดล้ายกระโจมของชนเผ่าอินเดียนแดงนั่นเอง



3.เขาจีนแล จ.ลพบุรี เที่ยวชมทุ่งทานตะวันในฤดูหนาว สายลมเย็นและแสงแดดอ่อนยามเช้าที่คลอเคลียหยอกเย้ากับทุ่งทานตะวันจะช่วยกล่อมเกลาความงามของธรรมชาติให้โชติช่วงขึ้นอีกหลายเท่าตัว ตราบเท่าที่ความโรแมนติกยังคงตลบอบอวลอยู่ในทุ่งทานตะวันของเขาจีนแลแห่งนี้



4.เขาเทวดา จ.สุพรรณบุรี ชมทิวทัศน์ที่สวยงามบนยอดเขาเทวดา ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติพุเตย ยิ่งในคืนฟ้าเปิดเราก็สามารถนอนดูดาวได้อย่างชัดเจน และจากจุดนี้ในช่วงเช้านักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปบนยอดเขาเทวดาเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น ท่ามกลางหุบเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา และหมอกสีขาวล่องลอยราวปุยนุ่นได้อีกด้วย




5.เขาพะเนินทุ่ง จ.เพชรบุรี ในพื้นที่อุดมไปด้วยผืนป่าแห่งนี้มีทะเลหมอกคือไฮไลน์ของที่นี่ บอกได้เลยว่าไม่จำเป็นต้องไปถึงยอดภูที่ภาคเหนือมาที่นี่ก็เห็นแล้ว ภาพทะเลหมอกหนาๆ ลอยละเลียดแนวเขาสลับซับซ้อนเป็นวิวที่สวยมากๆ เลยขอบอก


กะตะกรุ๊ป เปิดตัว บียอน รีสอร์ท กะรน

บียอน รีสอร์ท กะรน ในเครือ กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท ประเทศไทย เตรียมอวดรูปโฉมใหม่งดงามสมการรอคอยพร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังปิดปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่ในส่วนห้องพัก, ห้องอาหาร, บาร์ และลอบบี้ พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยคอนเซ็ปต์ " รีสอร์ทหรูริมหาดสุดแสนโรแมนติคและเป็นส่วนตัว" มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวที่แสวงหาที่พักผ่อนเพื่อดื่มด่ำกับช่วงเวลาพิเศษกับคนรัก



หลังจากการปรับปรุงแล้วเสร็จ บียอน รีสอร์ท กะรน มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 80 ห้อง ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อนำเสนอความหรูหราในระดับสากล พร้อมมอบความรู้สึกอบอุ่น โรแมนติก ให้กับคู่รักผู้มาเยือนด้วยการตกแต่งอย่างร่วมสมัยและมีสไตล์มากยิ่งขึ้น และเพื่อสร้างความโรแมนติกอย่างสมบูรณ์แบบ บียอน รีสอร์ท กะรนจัดได้ว่าเป็นรีสอร์ทแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายหาดกะรนและมีนโยบายให้คู่รักที่เข้าพักต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี

ทั้งนี้ด้วยการออกแบบให้ทุกห้องพักหันหน้าเข้าสู่หาดกะรน และเห็นวิวทะเลอันดามัน ทำให้ห้องพักทุกห้องของ บียอน รีสอร์ท กะรน สามารถมองเห็นวิวท้องทะเลอันดามันได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีห้องพักแบบมาตรฐานให้บริการ 2 แบบ ได้แก่ Twin Deluxe Seaview , Double Deluxe Seaview ซึ่งแต่ละห้องมีพื้นที่ขนาด 33 ตารางเมตร พร้อมทั้งห้องใหญ่พิเศษ 2 แบบเหมาะสำหรับคู่รักที่ชอบพื้นที่กว้างกวาง ได้แก่ Gland Deluxe room มีพื้นที่ขนาด 53.86 ตารางเมตร Junior Suite room มีพื้นที่ขนาด 58.88 ตารางเมตร พร้อมรองรับผู้เข้าพักเพื่อการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ

บียอน รีสอร์ท กะรน จ.ภูเก็ต ตั้งอยู่ใจกลางแหล่งช้อปปิ้งและความบันเทิงชั้นนำ และสามารถเดินทางจากสนามบินโดยรถยนต์เพียง 49 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่บียอน รีสอร์ท กะรน และใช้เวลาเดินจากโรงแรมเพียงไม่นานเพื่อไปยังสถานีขนส่งประจำจังหวัด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 076-330-006-8 l 076-330-217-8

งานนมัสการพระพุทธโสธรและงานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2556

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกรุงเทพมหานคร ร่วมกับจังหวัดฉะเชิงเทรา กำหนดจัดงานนมัสการพระพุทธโสธรและงานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2556 ในระหว่างวันที่ 14-23 พฤศจิกายน 2556 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา



นางปานจิตร สันทัดกลการ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าในแต่ละปีได้มีพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาจำนวนมากเดินทางมานมัสการหลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแปดริ้ว ซึ่งด้วยบุญญาภินิหารของท่านได้คุ้มครองชาวจังหวัดฉะเชิงเทราให้อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านาน

การจัดงานนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธรจึงได้จัดต่อเนื่องกันมานับร้อยปี จนกลายเป็นงานประเพณีประจำปีที่สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา การจัดงานนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธรและงานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2556 มีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14- 23 พฤศจิกายน 2556 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมระยะเวลาจัดงานถึง 10 วัน 10 คืน โดยวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 จะมีการจัดพิธีบวงสรวง องค์หลวงพ่อโสธรตามแบบโบราณประเพณีด้วยเครื่องสังเวยชุดใหญ่และไข่ไก่ต้ม 109,999 ฟอง ในเวลาประมาณ 09.00 น. หลังจากนั้นจึงอัญเชิญ องค์หลวงพ่อโสธรประดิษฐานบนขบวนรถบุษบก เคลื่อนไปยังถนนสายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา นอกจากนี้ ในวันที่ 16 และ 17 พฤศจิกายน 2556 จะมีพิธีแห่องค์หลวงพ่อโสธรทางน้ำ เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ได้กราบไหว้ขอพรเช่นกัน โดยขบวนเรือจะเคลื่อนจากท่าน้ำวัดโสธรวรารามวรวิหาร และจอดเทียบท่าตามจุดต่างๆ ที่อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง และอำเภอบางคล้า นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชม เลือกช้อป และเลือกชิมจากร้านค้าของเหล่ากาชาด สินค้าราคาถูกจากบริษัท ห้างร้าน โรงงาน ชมนิทรรศการส่วนราชการพร้อมชม การแข่งขันเจ็ตสกี เรือเล็กบังคับวิทยุ เรือพายยาวประเพณี และเรือเครื่องหางยาว รวมถึงการแสดงมหกรรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์ควบคู่ไปกับงานมหรสพต่างๆ ตลอด 10 วัน 10 คืน

ททท. จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมงานนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธร และงานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 14-23 พฤศจิกายน 2556 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทราเทรา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 0 3851 4794

มหัศจรรย์หมู่เกาะสุดทางบูรพา ปี 2556



วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2556

11.00 น. พร้อมกันที่ท่าเรือนางพญา ต.แหลมศอก อ.เมือง จ.ตราด ลงทะเบียน / นำกระเป๋าสัมภาระติดป้ายชื่อ / เตรียมชุดสำหรับเที่ยวน้ำตก

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ท่าเรือนางพญา

13.00 น. ลงเรือ Speed Boat มุ่งหน้าสู่ เกาะกูด อัญมณีแห่งท้องทะเลตะวันออก เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 65,625 ไร่

14.00 น. ล่องเรือชมธรรมชาติลำคลองเจ้า จากนั้น เดินเท้าเข้าสู่ตัวน้ำตกคลองเจ้า (15 นาที) สถานที่ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาส กิจกรรมเล่นน้ำบริเวณน้ำตกคลองเจ้า

16.00 น. Check In เข้าสู่สถานที่พัก อาณาเล รีสอร์ท เกาะกูด ที่พักติดชายหาดพร้อมสระว่ายน้ำ รับเครื่องดื่ม Welcome Drink และรับประทานอาหารว่างบริเวณห้องอาหาร

18.30 น. รับประทานอาหารเย็น (ซีฟู้ด) ณ ห้องอาหารของสถานที่พัก / พักผ่อนตามอัธยาศัย



วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2556

08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของสถานที่พัก / เตรียมชุดสำหรับกิจกรรมดำน้ำ

08.50 น. รับอุปกรณ์ดำน้ำ Snorkel (หน้ากากดำน้ำ+ท่อหายใจ) คนละ 1 ชุด

09.00 น. พร้อมลงเรือเร็ว (Speed Boat) มุ่งหน้าสู่ หมู่เกาะรัง จุดดำน้ำชื่อดังแห่งท้องทะเลตราด

09.30 น. กิจกรรมฝึกสอนการใช้ Snorkel บริเวณชายหาดศาลเจ้า ณ เกาะรัง จากนั้น กิจกรรมดำน้ำชมความสวยงามของโลกใต้ทะเลบริเวณ เกาะรัง และเกาะยักษ์

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ชายหาดศาลเจ้า เกาะรัง

13.30 น. เดินทางออกจากเกาะรัง กลับไปยังเกาะกูด

14.30 น. เดินทางกลับถึงที่พัก อาณาเล รีสอร์ท เกาะกูด / พักผ่อนตามอัธยาศัย

18.00 น. งานเลี้ยงรับประทานอาหารเย็น (ซีฟู้ด) ณ ห้องอาหารของสถานที่พัก กิจกรรมเกมส์ชิงรางวัลของที่ระลึกจาก ททท.สำนักงานตราด



วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2556

08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของสถานที่พัก

09.00 น. ร่วมกับ ชมรมการท่องเที่ยวเกาะกูด มอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนในพื้นที่เกาะกูด

10.00 น. Check Out / ลงเรือ Speed Boat เดินทางกลับเข้าฝั่งจังหวัดตราด

11.00 น. เดินทางถึงท่าเรือนางพญา / เก็บสัมภาระ เตรียมตัวออกเดินทางในรูปแบบคาราวาน จากนั้น แวะซื้อสินค้าของฝากจังหวัดตราดประเภทอาหารทะเลแปรรูป อาทิ กุ้งแห้ง กะปิ น้ำปลา ปลาสละ ปลากุเลา ณ ร้านของฝากป้าแจ๋ว

12.00 น. เข้าชมปรากฏการณ์ ฝูงเหยี่ยวแดงคอขาวนับร้อยตัว ต.หนองคันทรง อ.เมือง จ.ตราด รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารคนพลัดถิ่น

13.00 น. เข้าชมเรื่องราวประวัติศาสตร์จังหวัดตราด ณ พิพิธภัณฑสถานจังหวัดตราด จากนั้น เดินทางไปยัง สวนสละสมโภชน์ ชมการทำสวนสละพันธุ์สุมาลีคุณภาพส่งออก สิ้นสุดการเดินทาง / บันทึกภาพหมู่เป็นที่ระลึก / เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

หมายเหตุ รับจำนวนจำกัด / *ห้องพักมีหลายประเภท สงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่ชำระเงินก่อนเท่านั้น* หมดเขตการรับสมัครวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะกูด คุณศุกรี โทรศัพท์. 08-1403-6174 / คุณสอง 08-9141-5270 ททท.สำนักงานตราด โทรศัพท์. 039-597-259 ถึง 60


The Houben Hotel โรงแรมหรูสถาปัตยกรรมโมเดิร์นสไตล์

The Houben Hotel โรงแรมหรูสถาปัตยกรรมโมเดิร์นสไตล์ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาของหาดบากันเตียง ทางตอนใต้ของเกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่

โรงเรมเดอะฮูเบ็นแตกต่างจากโรงแรมอื่นไม่เพียงแค่การออกแบบและสถานที่ตั้งเท่านั้น (ตั้งอยู่บนหน้าผา สามารถมองเห็นท้องทะเลอันดามันได้จากทุกมุม และทุกห้องของโรงแรม) แต่การบริการรวมถึงการเอาใจใส่ของพนักงานที่มีแก่ลูกค้า ก็ทำให้โรงแรมเดอะฮูเบ็นแห่งนี้ติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะลันตา รวมถึงได้รับคะแนน เสียงโหวตจากนักท่องเที่ยวให้ ได้ติดอันดับ 1 ใน 25 โรงแรมในประเทศไทย ในกลุ่มของ small hotel และ best sevice จาก Trip Advisor อีกด้วย

โรงแรมเดอะฮูเบ็น เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับผู้มาเยือนที่ต้องการความรู้สึกที่แตกต่าง สงบ บริสุทธิ์ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของ ธรรมชาติ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักคู่ฮันนีมูนที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศที่แสนโรแมนติกหลังสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่สวยที่สุดบนเกาะลันตาใหญ่

มาร่วมสัมผัสกับธรรมชาติที่แนบชิดติดทะเลและเก็บความทรงจำที่มีค่ากับธรรมชาติที่คุณสามารถสัมผัสได้ ที่ The Houben Hotel, Where the comfort meets style, where the sun dives into the tranquil horizon , where your vacation feels like home.

ด้วยความที่เจ้าของมีสัญชาติเบลเยี่ยม เพราะฉะนั้นทางโรงแรม จึงมีเมนูอาหารประจำชาติ รวมถึงเมนูของหวาน อันได้แก่ เบลเยี่ยมวาฟเฟิลอันเรื่องชื่อ ราดด้วยดาร์คเบลเยี่ยมชอคโกแลตซอสข้อมุลติดต่อ thehouben


โรงแรม เดอะ ฮาวเบ็น

ที่ตั้ง: 272 หมู่ 5 เกาะลันตาใหญ่ จ.กระบี่ 81150

เว็บไซต์: www.thehouben.com

อีเมล์: reservations@thehouben.com

โทร.075 665144, 082 800 3880

แฟกซ์: 075 665133

บัวตองอร่ามตา ณ ดอยหัวแม่คำ

หนึ่งใน Unseen Thailand ที่งดงามราวกับสวรรค์บนดิน ต้องยกนิ้วให้ ดอยหัวแม่คำ จังหวัดเชียงราย เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากชื่อเสียงระบือไกลของดอกไม้งามนามว่า "บัวตอง" นั้นจะเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งหุบเขาที่กว้างใหญ่ และยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าต่างๆ ทั้ง อาข่า ม้ง ลีซอ ลาหู่ ทำให้ได้สัมผัสชีวิตชาวดอยอย่างใกล้ชิด



ดอยหัวแม่คำ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ห่างจากบ้านเทอดไทยประมาณ 35 กิโลเมตร ติดตะเข็บชายแดนประเทศไทยกับพม่า พื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตวนอุทยานดอยหัวแม่คำ เป็นดอยสูงที่ติดอันดับในใจของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย เพราะดอกบัวตองจะบานให้เชยชมเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น คือในช่วงเดือนพฤศจิกายน และจะบานเต็มที่ในช่วงกลางเดือน โดยทั่วทั้งขุนเขาจะสวยงามเหลืองอร่ามตา ทำให้ทิวทัศน์ดุจดั่งภาพเขียน เพราะดอกบัวตองนั้นขึ้นสลับกันกับบ้านของชาวเขา และพลาดไม่ได้กับยามเช้า ที่ต้องรีบตื่นมารอแสงแรกแห่งวันใหม่ที่โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า คลอเคลียด้วยเมฆหมอกที่อบอวลไปทั่วทั้งขุนเขา ยิ่งทำให้ความประทับใจจะตราตรึงมิรู้ลืม นอกจากนี้ ทางดอยหัวแม่คำยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนแห่งดอกบัวตองด้วย อย่างเช่น การแสดงของชาวเขาเผ่าต่างๆ และยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตอย่างใกล้ชิด หากอยากมาสัมผัสความงามของดอกบัวตอง ควรที่จะมาช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เพราะหากปล่อยนานไปถึงปลายเดือนแล้วจะต้องเสียใจ เพราะดอกบัวตองจะเริ่มโรยรา ก็คงต้องรอกันต่อไปอีกหนึ่งปี

ดอยหัวแม่คำ ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง นอกจากการเดินชมทิวทัศน์ และวิถีชีวิตของชนเผ่าแล้ว ยังมีวนอุทยานดอยหัวแม่คำ ซึ่งเป็นที่ทำการอุทยาน ตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 1300 เมตร ห่างจากหมู่บ้านดอยหัวแม่คำไปประมาณ 1.6 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของดอยหัวแม่คำ ซึ่งควรที่จะตื่นมาตั้งตารอแต่เช้าตรู่ เพราะจะได้พบกับทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ ที่ทอดกายปกคลุมภูเขาน้อยใหญ่สลับเรียงรายกันไปมา ดุจดั่งล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์เลยทีเดียว

เมื่อเก็บความงามยามเช้าจนชื่นฉ่ำแล้ว สายๆ ก็ให้เดินทางไปที่สุดปลายทาง ห่างจากบ้านหัวแม่คำไปเล็กน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของวนอุทยาน เพื่อขึ้นไปเล่นน้ำตกที่ใสเย็น แต่ควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างชัน คุณจะได้พบกับน้ำตกขนาดกลาง ที่ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตร และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชุมชนดอยหัวแม่คำอีกด้วย

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ หากใช้รถยนต์ส่วนตัว แนะนำให้ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะเส้นทางระหว่างขึ้นดอยนั้น สูงชัน สลับขรุขระบ้าง ให้มุ่งหน้าตรงเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย และเข้าทางหลวงหมายเลข 110 ตรงสู่อำเภอแม่จัน จากนั้น เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1130 ตรงทางแยกขึ้นดอยแม่สลองผ่านบ้านบางปู บ้านสันติคีรี เมื่อพ้นเขตบ้านแม่สลองในเส้นทางจะเป็นลูกรัง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1234 ผ่านทางแยก แม่สลอง-บ้านเทอดไทย ให้เลี้ยวซ้ายเข้าแยกบ้านเทิดไทย เมื่อถึงสามแยกอีก้อให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านห้วยอิ้น ขับไปตามทางเรื่อยๆ คุณก็จะได้เห็นดอกบัวดอกบานสะพรั่ง สีสันสดใส สวยงามอร่ามตาไปตลอดเส้นทาง สำหรับที่พักไม่ต้องเป็นห่วง เพราะทางวนอุทยานมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หากต้องการที่จะกางเต็นท์ ก็ให้ติดต่อขออนุญาตกับทางเจ้าหน้าที่วนอุทยานน้ำตกหัวแม่คำโดยตรง หรือ สำนักบริหารจัดการในพื้นที่ 15 จังหวัดเชียงราย โทร. (053) 714914 หรืออยากสัมผัสวิถีชาวบ้านจริงๆ ก็มีโฮมสเตย์ไว้บริการมากมาย ซึ่งก็อยู่ภายในละแวกหมู่บ้าน แถมราคาก็แสนจะเป็นมิตร

หากคุณเป็นประเภทที่ชอบวางแผนการท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้าล่ะก็ ขอให้ "ดอยหัวแม่คำ" เป็นหนึ่งในโปรแกรมของคุณ รับรองว่า นี่คือสวรรค์บนดินที่จะตราตรึงไม่รู้ลืม

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขับรถเที่ยวภาคกลาง เส้นทางกรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี


เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ณ ลานจอดรถประไพสวัสดิ์ ด้านข้างอาคารการท่องเที่ยวแห่งแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานใหญ่ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการ ททท.ภูมิภาคภาคกลาง ประธานกล่าวเปิดงานและปล่อยคาราวานแรลลี่ โครงการขับรถเที่ยวกาคกลาง แรลลี่รถยนต์ "มหาสงกรานต์ภาคกลาง ตอน มนต์เสน่ห์สีสัน แดนสวรรค์ตะวันตก"
มุ่งหน้าสู่ จ.ราชบุรีแวะชิมไอศครีม สหกรณ์โคนมหนองโพ จ.ราชบุรี แล้วออกเดินทางต่อไปยัง วัดขนอนหนังใหญ่ หรือ หนังใหญ่วัดขนอน เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงนิทรรศการหนังใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ๆ รวบรวมหนังใหญ่ไว้มากที่สุดในโลก พร้อมสนุกกับการชมการแสดงโขนหนังใหญ่ เรื่อง "รามเกียรติ์"
หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ สุนทรีแลนด์ แดนตุ๊กตา ให้ท่านเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพกับเหล่าตุ๊กตา ในบรรยากาศจำลองจากทั่วโลก ทดลองทำตุ๊กตาด้วยตนเอง และ นำกลับไปเป็นที่ระลึกอวดเพื่อนๆ ให้อิจฉา 
ต่อด้วยเดินทางสู่จ.เพชรบุรี เยี่ยมชม วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) สักการะพระพุทธไสยาสน์เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเข้าสู่ที่พัก ณ Unico Sandara Hotel โรงแรมหรูติดชายหาดชะอำ ทำให้ลงมาเล่นน้ำเดินชายหาดและได้พักผ่อนตามอัธยาศัยได้ฟิลลิ่งสุดๆ
ช่วงค่ำหลังรับประทานอาหารเย็นและรับของรางวัลติดไม้ติดมือกันกลับบ้าน ก็เดินทางไปร่วมงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 27 ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีเมืองเพชร ร่วมพิธีเวียนเทียนรอบพระธาตุจอมเพชร ณ เขาวัง และร่วมชมการแสดงพลุ นานาชาติ บนพระนครคีรีสวยงามตราตรึงใจเป็นอย่างมากแล้วกลับมาหลับพักผ่อนนอนฝันดี ชาร์ตพลังเตรียมเที่ยวกลับภาคกลางในครั้งถัดไปกันได้เลยครับ
โครงการขับรถเที่ยวภาคกลาง ปี 2556 ครั้งถัดไป คือ แรลลี่รถยนต์ "เที่ยวหน้าฝนค้นหาความสุข" เส้นทางกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-จันทบุรี วันที่ 5-6 พฤษภาคม 2556 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร.1672 หรือ www.เที่ยวภาคกลาง.com, www.เที่ยวไหนดี.com โทร.0 2724 7062, สายด่วน 08 1635 3755
ขอขอบคุณ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง

เรื่องและภาพ : ทศพร สุภาพ

มหาสงกรานต์สังขละ พลังศรัทธาชาวมอญ


"มะเงยระอาว" ในวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทย "นายรอบรู้" มีโอกาสได้เข้าร่วมงานและเที่ยวชมประเพณีสงกรานต์มอญที่ ชุมชนวัดวังก์วิเวการาม หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "ชุนชนวัดวังก์" อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ตามคำเชิญชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เราจึงขอเปิดเรื่องด้วยคำทักทายภาษามอญกันเสียหน่อย
ชาวมอญหลั่งไหลเข้ามาร่วมพิธีสรงน้ำพระที่เจดีย์พุทธคยา
การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นความทรงจำที่ดีและงดงามมากทีเดียว เพราะบรรยากาศของงานในแต่ละวันเต็มไปด้วยรอยยิ้มน่ารักที่แสดงถึงมิตรภาพและน้ำใสใจจริง บวกกับภาพกิจกรรมสุดแสนอลังการที่แสดงให้เห็นความสามัคคี รวมเป็นหนึ่งเดียวของชาวมอญ และนายรอบรู้ได้เก็บตกภาพบรรยากาศพร้อมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสงกรานต์มอญมาให้ติดตามกัน
ประเพณีมหาสงกรานต์ของคนมอญ ชุมชนวัดวังก์ คือ การทำบุญวันขึ้นปีใหม่ไทย และถือเป็นประเพณีการทำบุญครั้งใหญ่ประจำปี แต่การกำหนดวันของการจัดงานจะเปลี่ยนแปลงไปตามปฏิทินสงกรานต์ ซึ่งโดยรวมจะมีระยะเวลาในการจัดงานทั้งหมด 5 วัน และในแต่ละวันก็จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ได้แก่ วันสงกรานต์ลง วันคาบปี วันขึ้นปีใหม่ วันสรงน้ำพระ และวันกรวดน้ำ โดยกิจกรรมส่วนใหญ่ของ 3 วันแรก คือ การถือศีล นอนวัด เพื่อทำจิตใจให้ผ่องใส ต้อนรับปีใหม่ที่กำลังมาถึง ซึ่งผู้ปฎิบัติส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่
ในช่วงเวลาการถือศีลตั้งแต่วันสงกรานลงจนถึงวันขึ้นปีใหม่ ผู้เฒ่าผู้แก่จะมาจำศีลที่วัด ลูกหลานจะมารดน้ำและอาบน้ำให้
ส่วนลูกหลานจะนำอาหารสำรับมาให้ผู้ใหญ่ที่วัด และช่วงเย็นจะนำน้ำมาอาบ หรือรดน้ำให้เพื่อทำความเคารพและแสดงความกตัญญูกตเวที อีกทั้งบริเวณลานด้านหน้าเจดีย์พุทธคยา ยังมีกิจกรรมก่อเจดีย์ทรายขนาดใหญ่ โดยจะมีชาวมอญในชุมชนเวียนกันมาทำบุญและช่วยกันก่อพระเจดีย์ทรายกันอย่างไม่ขาดสาย และในส่วนของ 2 วันที่เหลือ คือ วันสรงน้ำพระและวันกรวดน้ำ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษของประเพณีสงกรานต์มอญเลยก็ว่าได้ เพราะลักษณะของกิจกรรมจะมีความแตกต่างไปจากประเพณีของไทยอย่างสิ้นเชิง
ให้พระเดินเหยียบหลัง เสริมมงคลชีวิต
ในวันที่สี่ หรือที่เรียกว่า "วันสรงน้ำพระ" คือ วันที่ชาวมอญจะทำพิธีสรงน้ำพระผ่านรางกระบอกไม้ ซึ่งก่อนจะสรงน้ำพระ จะมีการทำพิธีพิสูจน์ความเชื่อและความศรัทธาให้พระเดินเหยียบหลังพุทธศาสนิกชนก่อน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชาวมอญเชื่อและศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง และมีมานานกว่า 30 ปีแล้ว ส่วนพุทธศาสนิกชนที่จะนอนให้พระสงฆ์เหยียบได้นั้นต้องเป็นเพศชายเท่านั้น
ชาวบ้านนอนกลางแดดให้พระเหยียบหลังตามความเชื่อความศรัทธาว่าจะช่วยเสริมมงคลให้ชีวิต
ความเชื่อและความศรัทธาให้พระเหยียบหลังของชาวมอญ ชุมชนวังก์ มีมาตั้งแต่ครั้นสมัย "พระราชอุดมมงคล" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "หลวงพ่ออุตตมะ" อดีตเจ้าอาวาสวัดวังก์ที่โด่งดังและเป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชน ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งก่อนสรงน้ำพระ จะมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากมารอให้ท่านเดินเหยียบหลัง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ปัจจุบันความเชื่อและความศรัทธาเช่นนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่ แต่พระภิกษุที่จะขึ้นไปเหยียบได้นั้น จะต้องเป็นพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถทำได้
ขั้นตอนกิจกรรมพระเดินเหยียบหลังพุทธศาสนิกชน จะเริ่มต้นจากพระภิกษุเดินเรียงกันเป็นแถวลงมาจากบันไดเจดีย์พุทธคยา จากนั้นจะเดินเหยียบขึ้นไปบนหลังของพุทธศาสนิกชนที่นอนเรียงราย ก่อนจะไปนั่งที่เก้าอี้ รอการสรงน้ำพระ ถึงแม้ระยะทางจากบันไดไปถึงเก้าอี้นั่ง จะไม่ถึง 10 ม. แต่พลังความเชื่อและความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไม่ได้น้อยเหมือนดั่งระยะทางเอาเสียเลย ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่นต่างนอนคว่ำเบียดเสียดกันแน่น เพื่อรอเวลาให้พระภิกษุเดินขึ้นไปเหยียบบนหลังตน และในขณะที่พระภิกษุเดินขึ้นไปเหยียบ ใบหน้าของชายที่นอนเรียงรายกัน ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจและความศรัทธา ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรอยยิ้มและท่าทางที่แสดงถึงความดีใจรวมอยู่ด้วย
การสรงน้ำพระผ่านรางกระบอกไม้ไผ่
หลังจากกิจกรรมพิสูจน์ความเชื่อและความศรัทธาของชาวมอญที่ให้พระเดินเหยียบหลัง จะเป็นการเข้าสู่กิจกรรมการสรงน้ำพระของชาวมอญวัดวังก์ ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างไปจากการสรงน้ำพระทั่วไป
ลักษณะของการสรงน้ำพระชาวมอญ จะสรงผ่านรางกระบอกไม้ไผ่ เนื่องมาจากความเคร่งครัดของพระพุทธศาสนาที่ผู้หญิงไม่ควรจะถวายของแด่พระภิกษุโดยตรง จึงทำให้จำเป็นต้องมีฉากกั้นและใช้รางกระบอกไม้ไผ่เข้ามากั้นกลาง ซึ่งรางกระบอกไม้ไผ่ที่ใช้จะถูกนำมาต่อเรียงรายจนมีความยาวกว่า 50 เมตร ที่สำคัญการใช้รางกระบอกไม้ไผ่ยังช่วยให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำพระกันอย่างทั่วถึง ถึงแม้จะมีคนมหาศาลแต่ก็จะได้สรงน้ำกันครบทุกคนกันโดยไม่ต้องเบียดเสียดยัดเยียดกัน
ถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ด้วยพลังศรัทธาทำให้ชาวมอญยังคงมาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่ใช้ท่อพลาสติกเป็นรางน้ำแทนกระบอกไม้ไผ่ พระมหาสุชาติ สิริปญโญ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ได้อธิบายถึงนัยที่แฝงอยู่ในการเลือกใช้กระบอกไม้ไผ่แทนท่อพลาสติกที่สะดวกสบายและสามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน เพราะการใช้กระบอกไม้ไผ่จะต้องทำขึ้นใหม่ทุกปี ชาวบ้านต้องมาช่วยกันทำ จะช่วยส่งเสริมความสามัคคีกลมเกลียวและความเสียสละไปด้วย
การประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสรงน้ำพระ จะเริ่มด้วยชาวมอญในชุมชนออกไปตัดต้นไผ่เพื่อที่จะนำลำต้น หรือที่เราเรียกกันว่า กระบอกไม้ไผ่ มาทำเป็นรางน้ำเพื่อสรงน้ำพระ โดยกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาใช้นั้นจะต้องมีขนาดหนาและใหญ่ จากนั้นชาวบ้านจะนำกระบอกไม้ไผ่มาผ่าครึ่ง และนำมาผูกต่อเรียงรายเป็นแถวๆ นับสิบราง ซึ่งจะมีรางหลักอยู่จำนวน 3 ราง ส่วนรางที่เหลือจะมุ่งตรงมาบรรจบที่รางหลัก เพื่อให้น้ำไหลผ่านฉากดอกไม้ มาสู่พระภิกษุที่นั่งรอการสรงน้ำอยู่หลังฉาก
อีกทั้งในขณะที่สรงน้ำพระ จะมีเจ้าหน้าที่ถือธงสัญญาณสีเขียวและสีแดง หากถือธงเขียว นั่นหมายความว่าให้ชาวบ้านเทน้ำอบ หรือน้ำหอมลงราง น้ำก็จะไหลจากต้นรางมาสู่ปลายราง แต่เมื่อใดก็ตามที่ยกธงแดง นั่นหมายความว่า พระภิกษุที่นั่งอยู่หลังฉากได้สรงน้ำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านทุกคนจะต้องหยุดเทน้ำใส่รางกระบอกไม้ไผ่
ขบวนผ้าป่าครึกครื้น คนมอญคึกคัก
เช้าวันสุดท้าย หรือ"วันกรวดน้ำ" เป็นวันที่ชาวมอญจะนำผลบุญที่ได้จากการทำบุญมาตลอด 4 วัน แผ่กุศลไปให้ผู้อื่น ซึ่งในตอนเช้ากิจกรรมของพวกเขา คือ การแห่ขบวนผ้าป่า โดยชาวบ้านจะมารวมตัวและตั้งขบวนกันที่ตลาดกลางหมู่บ้าน และจะเดินเท้านำจตุปัจจัยไทยทานมาถวายวัด
บรรยากาศพิธีถวายกองผ้าป่าอันศักดิ์สิทธิ์บนศาลาที่วัดวังก์วิเวการามในวันที่ห้า หลังจากนั้นจะมีการยกฉัตรสู่ยอดเจดีย์ทรายและกรวดน้ำแผ่บุญกุศล
ชาวบ้านเต้นกันอย่างสนุกสนาน ในขบวนแห่ผ้าป่า
ขบวนแห่ผ้าป่าสุดอลังการยาวกว่า 500 ม. จากตลาดตรงเข้าสู่วัด
กองผ้าป่าของชาวมอญที่จัดวางไว้บนศาลา ต่างประดับประดาอย่างสวยงาม
บรรยากาศพิธีถวายกองผ้าป่าอันศักดิ์สิทธิ์บนศาลาที่วัดวังก์วิเวการามในวันที่ห้า หลังจากนั้นจะมีการยกฉัตรสู่ยอดเจดีย์ทรายและกรวดน้ำแผ่บุญกุศล
บรรยากาศการแห่ขบวนผ้าป่า จะมีทั้งชายหญิงตั้งแต่ผู้ใหญ่จนถึงวัยรุ่น บ้างนำเครื่องสังฆทานเทินไว้บนศีรษะ บ้างเต้นตามเสียงเพลงของวงดนตรีในขบวนแห่อย่างสนุกสนาน ส่วนที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง คือ กองผ้าป่าที่ประดับประดาไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานภายในวัด เช่น ช้อน ทัพพี และสมุด อีกทั้งยังมีการประดับด้วยธนบัตรจำนวนมาก จึงทำให้ขบวนผ้าป่าของชาวมอญดูแล้วแปลกตามาก
ก่อพระเจดีย์ทราย
หลังจากที่ชาวมอญได้นำกองผ้าป่าไปถวายที่วัดเป็นที่เรียบร้อย จะแห่ขบวนฉัตรจากวัดวังก์วิเวการามเดินเท้ามายังลานข้างหน้าเจดีย์พุทธคยา เพื่อยกฉัตรขึ้นไปสู่ยอดเจดีย์ทรายที่พวกเขาช่วยกันก่อเอาไว้ ซึ่งการก่อพระเจดีย์ทรายในประเพณีสงกรานต์ มีความเชื่อกันว่าเป็นอุบายให้คนขนทรายเข้าวัด เพราะทุกปีเมื่อคนเข้ามาทำกิจกรรมในวัดก็จะเหยียบย่ำทรายติดเท้าไป ถึงสงกรานต์จึงต้องนำทรายมาคืน ซึ่งนับเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมอย่างหนึ่ง เพราะ คนจะได้บำเพ็ญประโยชน์ และวัดจะมีทรายไว้ใช้ในการบูรณะสิ่งก่อสร้าง
เจดีย์ทรายขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังความสามัคคีของชาวมอญ เป็นการขนทรายมาให้วัดได้ใช้ประโยชน์
ถัดจากการยกฉัตรสู่ยอดเจดีย์ทราย ชาวมอญจะเดินกลับมาที่ศาลาวัดอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำบุญกรวดน้ำ อุทิศแผ่บุญกุศลไปให้ผู้อื่น ซึ่งจะเป็นอันจบสิ้นประเพณีสงกรานต์ของชาวมอญวัดวังก์อย่างแท้จริง นับเป็นประเพณีที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ น่าสนใจและตื่นตา คงจะดีไม่น้อยถ้าใครจะหาโอกาสมาเยือนสักครั้ง
  
ชาวมอญแวะเวียนกันมาสักการะเจดีย์ทราย(ซ้าย). ชาวมอญจะนำทรายเทินไว้บนศีรษะเพื่อนำมาร่วมก่อพระเจดีย์ทราย(ขวา)
นอกจากงานประเพณีสงกรานต์ที่น่าสนใจและตื่นตา สังขละบุรียังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้เราเที่ยวชมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ล่องเรือชมเมืองใต้บาดาล วัดเก่าของหลวงพ่ออุตมะที่จมอยู่ใต้บาดาล ด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นสุดเขตชายแดนสยามของภาคตะวันตก วิถียามเช้าบนสะพานมอญ และภาพการใส่บาตรยามเช้าในหมู่บ้านมอญ หากใครสนใจแวะเวียนมาเที่ยวกันได้ที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
เรื่องและภาพ : วรัตถา คงศิลธรรม

อ.สังคม จ.หนองคาย ร้อนนี้ไม่ไปไม่ได้แล้ว


หน้าร้อนนี้บางคนคงเลือกหลบร้อนอยู่ที่บ้าน หลายคนคงมีโปรแกรมไปเที่ยวทะเลคลายร้อน ผจญกับจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลจนทำให้ทะเลกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ วันนี้ "นายรอบรู้" ขอพาเที่ยวหน้าร้อนในสถานที่แปลกใหม่อันว้าว !!!น่าตื่นตาตื่นใจ ในอ.สังคม จ.หนองคาย ที่ถูกคัดสรรมาให้คุณได้เที่ยวตามรอยอย่างจัดหนักจัดเต็ม ใครรักธรรมชาติ หลงใหลการผจญภัย ไม่ควรพลาด ตามเรามารู้จักอำเภอน่ารักแต่เปี่ยมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจชื่อว่า อ.สังคม ด้วยกันนะ!
อ.สังคม เป็นอำเภอเล็กๆของจ .หนองคาย มีพื้นที่ประมาณ 449 ตร.กม. เป็นจังหวัดที่มีภูมิทัศน์งดงามและมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ติดลำน้ำโขง เหมาะสำหรับคนที่ชอบขับรถเที่ยวชมทิวทัศน์เพราะจะได้เห็นแม่น้ำโขงเป็นแนวยาวเลียบไปกับถนน ยิ่งมาในช่วงหน้าร้อนน้ำในลำน้ำโขงก็จะแห้งขอด เห็นเกาะแก่งและหาดทรายในลำน้ำสวยงามจับใจ นอกจากชมทิวทัศน์แม่น้ำโขง อ.สังคมยังมีที่เที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมายรอให้คุณไปสัมผัส อย่ารอช้า ตาม "นายรอบรู้" มาได้เลย
เที่ยวเชิงธรณีวิทยา ชมทิวทัศน์ 360 องศาที่... "ภูผาดัก"
ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดภูผาดัก ภายในเนื้อที่ราว 15 ไร่ ตัววัดก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2480 ด้วยเหตุที่มีหน้าผาล้อมรอบชาวบ้านจึงเรียกกันสั้นๆว่า "วัดผาดัก" นอกจากวัดซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุอาวุโสหลายท่าน เช่น หลวงปู่ผาง หลวงปู่เพชร หลวงปู่มั่น ฯลฯ
บริเวณวัดยังมีลานซึ่งมีหินเก่าแก่อายุกว่า 210 ล้านปีตั้งอยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ เรียกกันว่า "ลานหินปุ่ม" จากลานหินปุ่มนี้ยังมีหน้าผาซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ข้างล่างได้ 360 องศา ทิศเหนือมองเห็นเมืองหนองคาย ทิศตะวันตกเห็นภูนกกระบา อ.นายูง ทิศใต้มองเห็นจังหวัดอุดรธานี ส่วนทิศตะวันออกก็มองเห็นเมืองเวียงจัน ประเทศลาว สิ่งที่น่ามหัศจรรย์อีกอย่างคือบริเวณลานนี้มีก้อนหินขนาดย่อมก้อนหนึ่ง บริเวณหน้าก้อนกินมีรอยเท้าสองข้างฝังอยู่ในลานหิน สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นรอยเท้าของหลวงปู่ผาง เมื่อครั้งที่ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดภูผาดักแห่งนี้
เยือนถิ่นพญานาค ที่"ถ้ำดินเพียง"
วัดถ้ำดินเพียง หรือ วัดถ้ำศรีมงคล มีสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดคือ "ถ้ำดินเพียง" ถ้ำแห่งนี้บอกเล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นถ้ำที่พระธุดงค์จากประเทศลาวได้เคยเดินทางข้ามมาได้โดยไม่ได้ผ่านมาทางเรือ จึงเชื่อกันว่ามีแต่ผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้นจึงจะเห็นเส้นทางภายในถ้ำ ชาวบ้านเชื่อกันว่าถ้ำเพียงดินแห่งนี้เป็นเมืองบาดาลของพญานาค ก่อนจะเข้าถ้ำจึงต้องมีการจุดธูปขอขมาพญานาคก่อนรวมทั้งทำตามกฎหลายอย่าง เช่น ห้ามใส่รองเท้าเข้าไป ห้ามปัสสาวะภายในถ้ำ ห้ามถุยน้ำลายภายในถ้ำ เป็นต้น ถ้ำดินเพียงเป็นถ้ำที่มีความชื้นสูงและมีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีแท่งหินวางเรียงรายอยู่ภายใน บางก้อนมีลักษณะคล้ายโลงศพซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นโลงศพของพญานาค
ถ้ำแห่งนี้มีฉายาว่า "ศาลาพันห้อง" ห้องหลักๆภายในถ้ำดินเพียงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินชมมีอยู่ด้วยกัน 8 ห้อง ห้องแรกเป็นห้องโถงกลาง ทางเข้าห้องโถงจะค่อนข้างแคบแต่ภายในห้องโถงเย็นสบายและมีไฟสว่าง ก่อนจะเข้าสู่ห้องที่ 2 คือห้องหีบศพ บรรจุศพของปู่อินทร์นาคราช พญานาคราชที่ชาวบ้านนับถือ ห้องที่ 3 เป็นห้องเจดีย์ ห้องหีบศพ และแท่นบูชา ห้องที่ 4 เป็นห้องธิดานาคราช เป็นธิดาพญานาคที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าได้มาพบรักกับเจ้าชายแห่งเมืองมนุษย์
ห้องที่ 5 เป็นห้องช้างสามเศียร เป็นอีกจุดที่แคบที่สุดภายในเส้นทางเดินถ้ำ ต้องใช้ความสามารถในการลอดช่องแคบๆเข้าไป ห้องที่ 6 เป็นห้องพระคัมภีร์ แล้วจึงจะพบห้องที่ 6 ห้องโถงทางออก และหากเดินเข้าไปอีกทางหนึ่งใกล้ๆทางออกจะพบห้องที่ 8 ห้องปฏิบัติธรรม ว่ากันว่าภายในถ้ำแห่งนี้มีห้องเป็นร้อยๆห้อง ส่วนที่เป็นเส้นทางเดินที่ว่ามานี้เป็นพื้นที่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของทางเดินทั้งหมดภายในถ้ำ ถ้ำนี้จึงถือเป็นถ้ำมหัศจรรย์ที่มีทางออกไปยังจุดต่างๆอีกมากมายที่ยังไม่มีใครเคยได้สำรวจ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจมาเที่ยวถ้ำแห่งนี้ควรติดต่อมัคคุเทศก์ล่วงหน้า (ติดต่อได้ที่วัด) เพราะทางเข้าถ้ำค่อนข้างแคบและมืด นอกจากนั้นยังมีทางออกเล็กทางออกน้อยอีกมากมายซึ่งหากไม่มีคนนำทางอาจจะหลงทางได้ บางเส้นทางนำไปออกถึงฝั่งลาว จึงต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร
สัมผัสความงดงามของธรรมชาติที่ "วัดภูนกกระบา"
ภูนกกระบาเป็นแนวเทือกเขาที่ทอดยาวจาก จ.อุดรธานีมาจนถึง อ.สังคม จ.หนองคาย ที่ได้ชื่อนกกระบาเพราะเป็นภูที่มีนกกระบา หรือที่ภาคกลางเรียกว่านกโพระดก อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก วัดภูนกกระบาจัดตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. 2479 โดยมีพระครูสีลขันธสังวร เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด และมีพระครูจันทร ปัญญาภรณ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อจันทร" เป็นเจ้าอาวาส ณ ปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม มองเห็น จ.หนองคายได้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้นยังมีหอสูงที่ให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปขมความสวยงามของจังหวัดได้ 360 องศา ภูนกกระบามีลมพัดแรงเย็นสบายตลอดทั้งปี ในช่วงเช้าในฤดูหนาวที่ภูแห่งนี้ยังเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามมากอีกด้วย
ชมทิวทัศน์พานอรามาไทย-ลาวที่ "วัดผาตากเสื้อ"
วัดผาตากเสื้อเป็นวัดเก่าแก่ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2477 เป็นวัดที่หลวงปู่เทศน์ เทศน์รังสีได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้มีพระสายวิปัสสนากรรมฐานมาปฏิบัติธรรมยังวัดแห่งนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โบสถ์ของวัดผาตากเสื้อมีความงดงามตามแบบจตุรมุข มีทางขึ้นลงโบสถ์ 3 ทาง ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมตามเพดาน บอกเล่าเรื่องราวในพุทธประวัติที่สวยงาม ส่วนภายนอกวัดยังมีศาลาการเปรียญและหอระฆังอันสวยงาม
นอกจากเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียง วัดผาตากเสื้อยังเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นจุดที่มองเห็นทิวทัศน์แบบพานอรามาของทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน ผู้มาเยือนอ.สังคมมักนิยมมาถ่ายภาพบริเวณนี้ ภายในวัดยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้นักนิยมไพรได้เข้าไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของป่าและรู้จักนกป่าหายากนานาชนิดอีกด้วย ถือเป็นสถานที่ที่ได้ครบถ้วนทั้งความสงบทางใจและความสุขจากการได้ใกล้ชิดธรรมชาติ
"น้ำตกท่าลี่" เที่ยวได้ตลอดปีไม่ง้อฝน
น้ำตกท่าลี่ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวใน ต.บ้านม่วง อ.สังคม ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นหน้าน้ำน้ำจะขึ้นสูงเหมาะแก่การมาเล่นน้ำเป็นอย่างมาก ส่วนในฤดูร้อนน้ำตกจะแปรสภาพเป็นลำธาร มีน้ำพอประมาณ เดินเล่นน้ำพอคลายร้อนได้ อีกทั้งมีความร่มรื่น น้ำตกท่าลี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ใน อ.สังคม ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามเอาไว้ได้มาก หากต้องการท่องเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่น่าประทับใจลองมาเที่ยวน้ำตกแห่งนี้ได้ตลอดทั้งปี
สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ชวนกันไปนั่งอีแต๋นขึ้น "ภูโล้น"
ภูโล้นเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามมากอีกจุดหนึ่ง จากบนภูโล้นมองเห็นลำน้ำโขงและเกาะแก่งมากมายด้านล่างได้ชัดเจน นอกจากนั้นยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมากอีกจุดหนึ่ง การขึ้นถึงยอดภูโล้นนั้นต้องใช้รถโฟร์วิวขึ้นไป หรือหากต้องการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ชาวบ้านบ้านม่วงมีบริการขับรถอีแต๋นไปส่งไป-กลับยอดภูในราคาคนละ 50 บาท
นักท่องเที่ยวจะได้ชมบรรยากาศทางขึ้นภูบนรถอีแต๋นลำเล็กพร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง (สอบถามข้อมูลรถอีแต๋นได้ที่ท่านนายก อบต.บ้านม่วง โทร. 08-7219-5500) นอกจากนั้นบริเวณภูโล้นยังถือเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ เพราะเป็นภูเขาที่มีร่องรอยของการทำเหมืองทองแดงโบราณประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว สังเกตได้จากการพบเบ้าหลอมโลหะและเศษโลหะมากมาย ทั้งสำริด ทองแดง รวมทั้งดีบุกด้วย
ล่องแก่งลำน้ำโขง เที่ยวชม "พันโขด แสนไคร้"
ใครจะคิดว่าลำน้ำโขงนั้นจะมีเกาะแก่งมากมายจนสามารถ "ล่องแก่ง" ได้ แต่หากได้มาเยือน อ.สังคม ในช่วงฤดูแล้ง ที่น้ำแห้งขอดลดระดับลงต่ำ ก็จะมีโอกาสได้เห็นความมหัศจรรย์ของเกาะแก่งมากมายในลำน้ำ และกระแสน้ำอันเชี่ยวพอที่จะให้ใครต่อใครคิดกิจกรรมชมธรรมชาติอย่างล่องแก่งลำน้ำโขงได้ ร้อนนี้ ชาว อ.สังคมชวนเที่ยวชม "พันโขด แสนไคร้" เกาะแก่งในลำน้ำโขงเขต อ.สังคมที่ปรากฏเป็นรูปลักษณ์สวยงามรออวดโฉมนักท่องเที่ยว ที่ได้ชื่อว่าพันโขด แสนไคร้ ก็เพราะนักท่องเที่ยวจะได้เห็นโขดหินและแก่งหินที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำมากมายมหาศาลเป็นพันๆโขด แต่ละโขดมีต้นไคร้สีเขียวสดขึ้นแซม ประดับประดาอยู่มากมายเปรียบเปรยได้เป็นแสนๆต้น นั่นเอง
หากนักท่องเที่ยวสนใจชมความงามของลำน้ำโขง ชาวบ้านบ้านม่วงมีเรือหางยาวบริการในราคาลำละ 300 บาท ลำหนึ่งขึ้นได้ไม่เกิน 4 คน และใช้เวลาในการล่องเรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง นักท่องเที่ยวจะได้ล่องเรือผ่านหาดและเกาะแก่งต่างๆมากมาย อาทิ หาดแสน คกอาน หาดแห่ แก่งพาล ถ้ำแข้ เป็นต้น ผ่านทั้งช่วงที่น้ำนิ่ง ลมพัดเย็นสบาย ได้ชมธรรมชาติสูดอากาศบริสุทธิ์ และช่วงที่น้ำไหลค่อนข้างเชี่ยว พอให้ได้ล่องเรือทวนน้ำอย่างสนุกสนานตื่นเต้น
การล่องเรือจะเริ่มตั้งแต่ช่วงหาดแสน บ้านม่วง ไปจนถึงถ้ำแข้ บ้านห้วยค้อ เป็นอันสิ้นสุด นักท่องเที่ยวสามารถบอกคนเรือได้ว่าต้องการหยุดถ่ายภาพตรงจุดไหนเป็นพิเศษ แต่จุดที่เป็นที่นิยมมากอยู่ที่ "แก่งพาล" ซึ่งเป็นแก่งสูงกลางลำน้ำ อยู่ในเขตบ้านห้วยค้อ เป็นจุดที่ชาวบ้านที่ออกหาปลาจะมานั่งพักผ่อนบริเวณแก่งนี้ บนแก่งเมื่อปีนขึ้นไปจะมองเห็นทิวทัศน์ของลำน้ำโขงได้กว้างไกลและสวยงามยิ่งขึ้น และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม
ใครอยากชมความมหัศจรรย์ของลำน้ำโขงในเขต จ.หนองคาย สักครั้งในชีวิตควรจะได้มาล่องแก่งลำน้ำโขงแห่งนี้!
"ภูถ้ำ" เข้าถ้ำไหว้พระ ชมต้นจันทน์ผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวแสนมหัศจรรย์แห่ง อ.สังคม จ.หนองคาย ด้วยการปีนขึ้นไปสัมผัสความสวยงามของทิวทัศน์เมืองหนองคายบนยอดภูสูง ชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลายโดยน้ำมือมนุษย์ ภูถ้ำแห่งนี้เพิ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปีนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวรู้จักไม่มากนักจึงยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ได้มาก
จากจุดเริ่มต้น นักท่องเที่ยวต้องปีนขึ้นไปบนภูสูงราว 400 เมตร ในเส้นทางจะผ่านถ้ำเล็กถ้ำน้อยมากมาย แต่ถ้ำที่เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีเพียงไม่กี่ถ้ำ เช่น ถ้ำจันทน์ผาใหญ่ ถ้ำพระ ถ้ำปากท่อ และถ้ำแอร์ ถ้ำที่มีชื่อเสียงอย่างมากคือถ้ำพระ เป็นถ้ำที่ว่ากันว่าในอดีตมีพระธุดงค์มาอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน ภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ให้ผู้คนมาสักการบูชา นอกจากนั้นยังมีถ้ำแอร์ ถ้ำที่ภายในเย็นราวกับอยู่ในห้องแอร์ แต่พื้นที่แคบต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินเข้าไป ระหว่างทางไปถ้ำต่างๆจะผ่านจุดชมทิวทัศน์หลายจุด แต่จุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามมากจุดหนึ่งอยู่บริเวณถ้ำจันทน์ผา ไม่ควรพลาดชม
อีกสิ่งมหัศจรรย์บนภูถ้ำแห่งนี้คือต้นจันทน์ผาซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก ความสูงราว 6 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณถ้ำจันทน์ผาซึ่งอยู่ในช่วง 100 เมตรแรกของการปีนขึ้นไป นอกจากต้นที่ใหญ่ที่สุดนี้ยังมีต้นที่ใหญ่รองลงมา เป็นต้นจันทน์ผาคู่ มีความงดงามน่าชม คุ้มค่าสำหรับการปีนป่ายขึ้นมาเที่ยวชมอย่างมาก
หนองคาย ไม่ไปไม่รู้
หลังจากเที่ยวกันอิ่มความสุขกันแล้ว ความคิดที่ว่า อ. สังคมเป็นอำเภอเล็กๆที่ไม่น่าเที่ยวคงผิดถนัด ทว่ากลับมีสถานที่ท่องเที่ยวรอคอยอยู่อีกตั้งหลายแห่งที่"นายรอบรู้" ยังไม่ได้พาไป เช่น "บ่อทองโบราณ" เก่าแก่ของชาวบ้านท่าม่วง "ศูนย์คุ้มครองพันธุ์พืชป่า จ.หนองคาย" ซึ่งมีกระท่างหรือกิ้งก่ายักษ์รวมทั้งปูหิน ปูหายากให้ชม "ภูห้วยอีสัน" ซึ่งเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามมาก
ก่อนกลับเข้าสู่ จ.หนองคาย "นายรอบรู้" ชวนแวะ "บ้านกองนาง" อ.ท่าบ่อ ชมหมู่บ้านประมงน้ำจืด แหล่งเพาะพันธุ์ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 ซึ่งปรับปรุงมาจากปลานิลพันธุ์ผสมกลุ่มต่างๆถึง 7 สายพันธุ์ จากนั้นแวะเข้าหมู่บ้านชมกระบวนการผลิตเส้นยาสูบของชาวบ้าน ซึ่งเป็นยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย ชาวบ้านปลูกเองและนำออกขายเพื่อแปรรูปเป็นยาสูบต่อไป
เที่ยวหนองคายจนอิ่ม ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแวะเที่ยว "ตลาดท่าเสด็จ" ตลาดแสนคึกคักในตัวเมืองหนองคาย รวมร้านขายของฝากน่าซื้อหาและร้านของกินเด็ดๆอย่างแหนมเนืองหลายร้าน นอกจากนั้นยังเป็นจุดชมทิวทัศน์แม่น้ำโขงที่สวยงามอีกจุดหนึ่งด้วย
เรื่องและภาพ: ปฐวี พรหมเสน