วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บุฟเฟ่ต์อร่อยไม่อั้น ห้องอาหาร Blue Spice โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยด์ สุขุมวิท


เวลาหิวๆ แล้วอยากกินอะไรที่หนักท้องแบบจัดเต็มจัดคุ้ม แต่จ่ายในราคาประหยัด ยุคนี้หาได้ไม่ง่ายจริงๆ แต่นี่ก็ไม่ใช่โจทก์ยากของ สนุก! ท่องเที่ยว เพราะเราได้มีโอกาสแวะไปชิม International Lunch Buffet หลากชนิดของ ห้องอาหารบลู สไปซ์ (Blue Spice) โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยด์ (Grande Centre Point Hotel & Residence Sukumvit - Terminal 21) ตรงสี่แยกอโศก ขอบอกว่ามื้อคุ้มค่าสุดๆ เพราะมีเมนูอาหารนานาชาติทั้งไทย ฝรั่ง จีน ให้เลือกแบบละลานตา แถมจ่ายในราคาแบบชิลล์ๆ
การเดินทางไป ห้องอาหารบลู สไปซ์ (Blue Spice) โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยด์ (Grande Centre Point Hotel & Residence Sukumvit - Terminal 21) เรียกกว่าสะดวกสบาย จะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) มาลงสถานีสุขุมวิท หรือจะนั่งรถไฟฟ้าบน (BTS) มาลงสถานีอโศก หรือจับขับรถมาเองก็ได้ แต่ย่านนี้รถติดหน่อยนะ โรงแรมตั้งอยู่ด้านหลังห้าง Terminal 21 มาถึงแล้วก็ขึ้นลิฟต์ของโรงแรมขึ้นไปบนชั้น 5 ลิฟท์เปิดปุ๊บ เดินออกมาก็ถึงห้องอาหารพอดี
ห้องอาหารกว้างขวาง บรรยากาศโปร่งโล่งสบาย ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นตะวันตก ประดับด้วยโต๊ะไม้เรียบหรู เก้าอี้เบาะนุ่มนั่งสบาย และโคมไฟแชนเดอเลียร์ ให้บรรยากาศผ่อนคลาย มาถึงแล้วก็เลือกมุมนั่งได้ตามความพึงใจ หรือถ้ากลัวคนแน่นจะโทรมาจองคิวก่อนก็ได้นะ ผมว่าสะดวกดี
จับจองที่นี่นั่งแล้วถึงเวลาตะลุยความอร่อย มองไปทางไหนก็น้ำลายสอ เพราะที่นี่เขามีอาหารอร่อยๆ หลากหลายชนิดให้เลือกตักแบบไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารยุโรปหรือเอเชี่ยน สีสันน่าหน้าตาหน้ากินทั้งนั้น
เราเริ่มต้นความอร่อยด่วยเมนูพาสต้า ที่นี่เรามารถเลือกได้ตามความชอบ สามารถสั่งได้เองทุกอย่าง จะเป็นเส้นสปาเก็ตตี้ ราวิโอลี่สปิแนช แบล็ค อิ้งค์ สปาเก็ตตี้ เพนเน่ ฟูซิลลี่ เฟตตูชินี่ ในแบบ DIY Style เลือกปรุงด้วยซอสมะเขือเทศ ซอสพีนัท ซอสเนื้อ ซอสครีมข้น ตามแบบฉบับออริจินัล ทำกันสดๆ ใหม่ ดูหน้าตาเอาละกันว่ายั่วน้ำลายขนาดไหน!
เดินมาตักอีกมุมหนึ่ง เป็นมุมซีฟู้ด มีให้เลือกอร่อยทั้ง กุ้งตัวโตๆ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หมึกสด ที่เวียนมาให้ชิมกันทุกวัน
นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน พิซซ่าสไตล์อิตาเลี่ยน แป้งบางกรอบ ชุ่มชีส พอดีคำ ที่หมุนเวียนมาเสิร์ฟตลอด
ส่วนมุมนี้เป็นลาซานญ่าชิ้นใหญ่ๆ หอมกรุ่นอบสดใหม่ทุกวัน ตักกินแล้วรู้เลยว่าเขาใช้วัตถุดิบคุณภาพคับจาน ไม่ว่าจะเป็นชีสชนิดต่างๆ แป้งที่ใช้ความพิถีพิถันในการนวดเอง น่ากินเว่อร์ อิอิ
นอกจากซุ้มอาหารเด่นๆ ให้เดินตักกันไม่แบบไม่อั้นแล้ว ยังมีมุมสลัดผักสำหรับคนรักสุขภาพให้เลือกคลุกสดได้เอง น้ำสลัดหลากหลายชนิดให้เปลี่ยนรสชาติได้ไม่มีเบื่อ
จากฝั่งอาหารตะวันตก ข้ามมาฝั่งตะวันออก มีให้เลือกชิมทั้งก๋วยเตี๋ยว ติ่มซำ ฮะเก๋า ซาลาเปาไส้ต่างๆ ตักเข้าปากแต่ละคำ บอกได้สั้นๆ คำเดียวว่า อร่อย!
คนรักอาหารญี่ปุ่น ก็ให้เลือกแบบละลานตา ทั้งซูชิ มากิ ยำสาหร่าย
เมนูอาหารแบบไทยๆ ทั้งต้ม ผัด แกง ยำต่างๆ อย่างกุ้งพล่าสมุนไพร ยำหมูย่าง ยำเห็ด ฯลฯ ก็แซบถึงใจทุกจาน
ปิดท้ายด้วยของหวานที่หากินไม่ง่ายนักในกรุงเทพ ทั้งกล้วยบวชชี ขนมชั้น ขนมสอดไส้ หวานเย็นที่มีเครื่องให้เลือกใส่เพียบ งานนี้ลืมเรื่องลดน้ำหนักไปก่อน
ใกล้ๆ กันมีของหวานอินเตอร์ๆ อย่างเค้ก มูส เยลลี่ แพนนาคอตต้า หรือจะเป็นไอศกรีมรสชาติหวานมันเข้มข้น ก็ตักกันได้ไม่ยั้ง
เห็นหรือยังว่าที่นี่เขามีอาหารให้เลือกแบบละลานตาจริงๆ สีสันก็เด็ดโดนทุกจาน ยิ่งตอนนี้ทางโรงแรมเขามีโปรโมชั่นพิเศษสุด มา 4 ท่าน จ่าย 2 ท่าน ในราคาเพียง 1,277 บาท เท่านั้น จะชวนเพื่อนฝูง ครอบครัวมาเฮฮาตาประสาความอร่อย ก็มากันได้ทุกวัน เปิดให้ชิมตั้งแต่ 12.00น. - 14.30 น. ที่สำคัญคือแม่ที่นี่จะบริการความอร่อบบุฟเฟต์ แต่พนักงานก็น่ารักมาช่วยเหลือดูแลเราเสมอ
นอกจากห้องอาหาร Blue Spice แล้ว ที่นี่ยังมีบริการ Room Service เพิ่มความสะดวกสบายให้แขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เมนูที่ให้บริการมีหลากหลายเช่นเดิม หรืออาหารเป็นชุดนานาชาติ และของหวาน เครื่องดื่มนานาชนิด ให้บริการตั้งแต่ 06.00 น. - 22.30 น. ในส่วนของ Room Service มีบริการรูปแบบพิเศษคือ Late night Menu สำหรับผู้รักการนอนดึก ให้บริการตั้งแต่ 23.00 น. - 06.00 น. ทุกวันด้วย
ตามไปชิม:
ชื่อ:ห้องอาหารบลู สไปซ์ (Blue Spice)
ที่ตั้ง: โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยด์ (Grande Centre Point Hotel & Residence Sukumvit - Terminal 21) ตรงสี่แยกอโศก
เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 10.30 น. - 22.00 น.
สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่ง โทร.02-681-9000 ext. 4440

ที่สุดของอร่อยจากญี่ปุ่น กูร์เมต์มาร์เก็ตออฟ 4 กิฟแฟร์เบสอินออทั่ม


กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน "Gourmet Market 4th Gifu Fair Best in Autumn" (กูร์เมต์ มาร์เก็ต ออฟ 4th กิฟุ แฟร์ เบส อิน ออทั่ม) คัดสรรสารพันเมนูอาหารขึ้นชื่อหลากหลายชนิดจากจังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น มาเอาใจคนชอบกินของอร่อยแบบเน้นๆ มีผลไม้ชื่อดังหน้าตาหน้ากินมากอย่าง
ลูกพลับฟุยุ ที่มีผลขนาดใหญ่ รสชาติหวานกรอบ มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น
แอปเปิ้ลฮิดะ แอปเปิ้ลที่มีความโดดเด่นเรื่องความหวานที่แตกต่างกันตามอุณหภูมิระหว่างวัน
มะเขือเทศโมะโมะทะโระ มะเขือเทศรสหวาน มีกลิ่นหอม ชาวญี่ปุ่นนิยมกินเล่นเหมือนผลไม้
สตอรเบอร์รี่ โนวฮิเมะ รสชาติหวานกลมกล่อม สีแวววาวน่ารักน่ากินที่ซู้ด
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าแปรรูปจากจังหวัดกิฟุ อีกมากมาย อาทิ น้ำสลัดงา, โชยุ, ซอสหวาน, ผงน้ำซุปปลาคัตสึโอะ , เส้นแป้งข้าว, ขนมตามฤดูกาล อาทิ คุริคินตัน, Sweet Potato, Kaki Youkan ขนมเยลลี่ทำจากลูกพลับ เป็นต้น
เปิดขายความอร่อยตั้งแต่วันนี้- 15 ธันวาคม 2555 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่ ดิ เอ็มโพเรียม - พารากอน ดีพาร์ตเมนต์ สโตร์, เค วิลเลจ สุขุมวิท 21 และ เทอร์มินอล 21 แวะไปชิมกันได้ที่นะจ๊ะ ที่สำคัญอย่าลืมพกตังค์ไปเยอะๆ นะจ๊ะ เพราะของอร่อยดูราคาไม่เบาทีเดียว

ปางอุ๋ง ไปนอนกอดลมหนาวให้สะใจ


ระยะทางพิสูจน์ม้า...กาลเวลาพิสูจน์คนแต่สำหรับ "ปางอุ๋ง" แล้ว ระยะทางพิสูจน์คนครับ แต่เป็นคนที่รักธรรมชาติและอยากจะสัมผัสกับ ธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะระยะทางที่กว่าจะเดินทางไปถึง ปางอุ๋ง ได้เราต้องผ่านเส้นทางอันแสนคดเคี้ยวเลี้ยวเลาะ ชันและแคบบ้างในบางช่วง หากใครไม่ชำนาญการขับรถขึ้นภูเขาก็ต้องใช้ความระมัดระวัง กันเป็นพิเศษครับ แต่รับรองว่าถ้าใครได้เดินทางมาถึงปางอุ๋ง แล้วทุกคนคงต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันช่างคุ้มค่ามาก
  
ปางอุ๋ง หรือมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า "โครงการพระราชดําริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)" ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่แสงพระอาทิตย์ขึ้นกระทบกับผืนน้ำ ผ่านทิวสนและไอหมอกขาวนวลบางๆ ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจมากๆ หรือแม้แต่ในช่วงเย็นประมาณบ่าย 4 โมงจนถึงช่วงพระอาทิตย์ ตกดินก็มีความสวยงามเช่นกัน ท้องฟ้าสีคราม ต้นไม้สีเขียวสะท้อนภาพบนผิวน้ำในทะเลสาบ โดยมีหงส์พระราชทานสีขาวและสีดำว่ายน้ำอวดโฉม ความสง่างามดุจดั่งภาพวาดในนวนิยาย
ที่นี่มีมุมสวยๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินถ่ายรปู เก็บภาพเป็นที่ระลึกกันมากมายหลายจุด ทั้งในตัวหมู่บ้าน ที่เราสามารถชมวิถีชีวิตของชาวบ้านความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ร้านค้าขายของที่ ระลึกโปสต์การ์ด รวมถึงบ้านพักโฮมสเตย์หลากหลายรูปแบบที่ชาวบ้านเปิด ให้บริการก็มี ส่วนในตัวพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำริมทะเลสาบไม่ต้องพูดถึงไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ในมุมไหนผมรับรองได้ว่าสวยทุกจุด มีบริการให้เช่ารถ จักรยาน ขี่ม้าชมวิวโดยรอบเที่ยวละ 100 บาท หรือจะนั่งแพชมวิวภายใน อ่างเก็บน้ำท่ามกลางการโอบล้อมของธรรมชาติก็สามารถสร้างความประทับใจให้คุณได้เช่นกัน สนนราคาที่ 2 ท่าน 150 บาทต่อลํา
ที่นี่จะปั่นไฟฟ้าใช้เองตั้งแต่ เวลา 18.00 น. - 22.00 น. เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างจากดวงดาวบนท้องฟ้าเท่านั้น นักท่องเที่ยวควรพกไฟฉายติดตัวไว้เพื่อความสะดวก ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้รถของนักท่องเที่ยวขึ้นมาหลัง 18.00 น. เพราะเส้นทางจะมืดมากและอันตรายสําหรับผู้ที่ไม่ชำนาญ
ข้อสําคัญในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวจํานวนมากมาเที่ยวที่นี่ จึงทําใหเกิดความคับคั่งแออัดสถานที่ไม่พอให้บริการ ทางโครงการฯ จึงได้ออกกฎให้นักท่องเที่ยวต้องโทรฯ ติดต่อเจ้าหน้าที่ขออนุญาตขึ้นมาค้างแรมก่อนไม่ว่าจะนอนที่บ้านพักหรือกางเต็นท์ก็ตาม โดยมีจุด ที่พัก 2 จุด คือของโครงการหลวงฯ บริเวณหน้าสันเขื่อน โดยขอรับบัตรผ่านที่ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถ.ขุนลุม ประพาส ต.จองคํา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โทร. 0 5361 1244 และของกรมป่าไม้ บริเวณทิวสนริมทะเลสาบ ติดต่อรับบัตรที่อุทยานแห่งชาติถ้ําปลา ก่อนถึงทางขึ้นปางอุ๋ง 1 กิโลเมตร โทร. 0 5369 2055
การเดินทางท่องเที่ยวเป็นอีก สิ่งหนึ่งที่สร้างประสบการณ์ชีวิตให้เรา ได้เป็นอย่างดีครับ แต่ทุกอย่างต้อง พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อนออก เดินทางทุกครั้งอย่าลืมเช็กความพร้อม ของตัวคุณเสียก่อนเพื่อการท่องเที่ยวที่ สนุกและสุดประทับ ใจไม่รู้ลืม!
การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัวเดินทางออกจากเมืองแม่ฮ่องสอนไปตามเส้นทางแม่ฮ่องสอน-ปางมะผ้า-ปาย ประมาณ 10 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกว่าเลี้ยวซ้ายไป "บ้านรวมไทย" ขับไปตามทางเรื่อยๆ จะผ่านน้ำตก ผาเสื่อ พระตําหนักปางตอง ให้สังเกตทางแยกซ้ายมือจะมีป้ายเล็กๆ เขียนบอกว่าไป "บ้านรวมไทย" ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้าน ห้วยมะเขือส้ม ซึ่งจะมีทางแยกรูปตัว T เลี้ยวขวาตรงแยก ตรงไปอกี ระยะหนึ่งก็จะถึง "บ้านรวมไทย" หรือ "ปางอุ๋ง"
รถประจําทาง: นั่งรถ บขส. กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน จากนั้นไปต่อรถสองแถวประจําทางหน้าตลาดขึ้นไปยังปางอุ๋ง (บ้านรวมไทย) สายแม่ฮ่องสอน-ห้วยมะเขือส้ม เที่ยวไป 9.00 น. และ 14.00 น. เที่ยวกลับ 6.00 น. และ 11.00 น.

โฮลลี่ คาว ร้านสเต็กเนื้ออิมพอร์ตจากออสเตรเลียที่คอเนื้อไม่ควรพลาด


หากเป็นนักชิมตัวยงแล้ว เมื่อได้ยินร้านไหนเปิดใหม่และน่าสนใจ ย่อมไม่พลาดที่จะแวะไปลิ้มลองรสชาติใช่ไหมล่ะคะ วันนี้ We Recommend ขอทำหน้าที่เอาใจบรรดาเหล่านักชิม พาไปพิสูจน์ความอร่อยของร้านที่เพิ่งเปิดในซอยอารีย์ 2 ได้ไม่นาน แต่ทว่าดีกรีความฮอตไม่เบาเลย กับร้านนี้ Wholly Cow ร้านสเต็กเนื้ออิมพอร์ตจากออสเตรเลียที่คอเนื้อไม่ควรพลาด
บรรยากาศร้านตกแต่งในสไตล์คันทรี่ เรียบง่ายด้วยผนังอิฐเปลือยและหลังคาไม้ในกลิ่นอายโรงบ่มไวน์ ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์และการจัดโต๊ะในสไตล์คลาสสิก อบอุ่นด้วยมุมมองจากกระจกโดยรอบที่เปิดให้สัมผัสความสดชื่นของสีเขียว โซนหน้าร้านแยกเป็นมุมร้านก๋วยเตี๋ยวที่ตกแต่งให้กลมกลืนกับความเป็นตะวันตก

Fusion Fine Dining Experiences
แม้ชื่อร้านจะชูเนื้อวัวเป็นหลัก แต่อาหารที่ร้านกลับครอบคลุมเมนูในสไตล์ฟิวชั่นตะวันตก จานแรกเรียกน้ำย่อยกันด้วย Mushroom Rocket Salad (220 บาท) สลัดผักร็อกเก็ตกับเห็ดออรินจิเนื้อแน่น คลุกเคล้าด้วยน้ำสลัดบัลซามิกซอส ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ จานถัดมาสีสันน่าทาน Black Spaghetti Seafood (280 บาท) สปาเก็ตตี้เส้นดำซีฟู้ดกับหอยแมลงภู่ตัวโต กุ้งและปลาหมึกในซอสมะเขือเทศรสเข้มข้น เมนูต่อมาเป็นอาหารขึ้นชื่อของฝรั่งเศส Foie Gras (450 บาท) ตับห่านราดด้วยราสป์เบอร์รี่ซอส ความหวานของเนื้อตับเข้ากับรสชาติอมเปรี้ยวของซอสได้ดีทีเดียวค่ะ จานต่อไปรับรองว่าถูกอกถูกใจใครหลายคนแน่ๆ Fire German Pork Knuckle (600 บาท) ขาหมูเยอรมันทอดจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟพร้อมซอสบาร์บีคิว และน้ำจิ้มซีฟู้ด และที่ไม่อยากให้พลาด เป็นจานเด็ดของร้านกับหมวด Melt-In-Your-Mouth เมนู Rib Eye (650 บาท) เนื้อสเต็กส่วนริบอาย ย่างด้วยซอสเห็ดพริกไทยดำ ให้รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมและเนื้อนุ่มสุด ๆ และนอกจากอาหารตะวันตกแล้ว ที่ร้านยังมีก๋วยเตี๋ยวซึ่งให้บริการอยู่ทางโซนด้านหน้าของร้าน อิ่มอร่อยง่าย ๆ ด้วย เกาเหลาเนื้อ (90 บาท) พร้อมข้าวเปล่า หรือจะสั่งเป็นเนื้อหมูก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ
ไม่เพียงแต่ไวน์รสเลิศที่มีให้เลือกสรร ค็อกเทลของร้านก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะค็อกเทลซิกเนเจอร์ Wholly Cow Cocktail (280 บาท) ค็อกเทลวุ้นเจลาตินสีสันสดใสที่ผสมวอดก้า ท็อปด้านบนด้วยเหล้าผสมน้ำมะนาว ดื่มและเคี้ยวเพลินจนลืมดีกรีความแรงเลยค่ะ ตบท้ายด้วยของหวาน Banana Crepe and Cream (180 บาท) อีกสักจาน มื้อนี้ครบสูตรความอร่อยจริงเชียว
หากใครชอบสรรหาร้านอร่อยทานอยู่บ่อย ๆ แล้วล่ะก็ We Recommend ไม่อยากให้้พลาดร้านนี้นะคะ เพราะนอกจากเอาใจคนรักเนื้อแล้ว อาหารฟิวชั่นของที่นี่ก็ตอบโจทย์คนชอบทานได้ดีทีเดียวค่่ะ ร้านเปิดสองเวลาคือ 11.30 - 14.30 น. และ 17.30 - 22.30 น. จะแวะมาอร่อยมื้อเที่ยง หรือสังสรรค์มื้อเย็นก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ

Recommended Dishes
Mushroom Rocket Salad
Black Spaghetti Seafood
Foie Gras
Fire German Pork Knuckle
Rib Eye
ที่ตั้ง: 34/1 ซอยอารีย์ 2 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน พญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร.02-619-8177, 02-619-8178
เว็บไซต์: http://www.whollycowbkk.com
เวลาเปิดบริการ: วันจันทร์ หยุดวันอังคาร- วันอาทิตย์11.30-14.30 น. 17.30-22.30 น.
ราคาต่อท่านโดยประมาณ: 501-1,000 บาทต่อคน
บัตรเครดิตที่รับ:Visa, Master Card
สัญชาติอาหาร: อิตาเลี่ยน, นานาชาติ
ประเภทอาหาร: ก๋วยเตี๋ยว-บะหมี่, สเต๊ก, พาสต้า, ฟิวชั่น, ของหวาน, ไวน์ แชมเปญ, ค็อกเทล-ม็อกเทล
รูปแบบการให้บริการ: ร้านอาหารทั่วไป, เปิดเพลงเบาๆ, ผับ-คลับ-บาร์, ริมถนน
เหมาะสำหรับ: ครอบครัว, สังสรรค์ปาร์ตี้, นั่งชิลๆ, คุยธุรกิจ
ที่จอดรถ: ลานจอดรถในบริเวณร้าน, ริมถนน
facebook Page: http://www.facebook.com/whollycow.bangkok

พิชิตเขาช้างเผือก ท้าความเสียวสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต!


เมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่อย่างกาญจนบุรี นักท่องเที่ยวหลายคงนึกถึงความสวยงามแลยิ่งใหญ่ของแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ชื่อดังมากมาย รวมถึงน้ำตกสวยๆ ที่มีน้ำใสไหลเย็นให้เที่ยวเกือบตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าหนาวอย่างนี้ ความสวยงามของขุนเขาและผืนป่าของเมืองกาญจน์กำลังมีเสน่ห์เย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทริปนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. ภูมิภาคกลาง กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. สำนักงานกาญจนบุรี ชวนพี่น้องๆ นักเดินทางมาเป็นผู้กล้าไปร่วมพิชิตยอดเขาช้างเผือก แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แบบชิลล์ๆ 3 วัน 2 คืน เอ้า! ถ้าพร้อมแล้วตามไปเที่ยวด้วยกันเลย
ออกจากกรุงเทพฯ มาถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ใช้เวลาจิ๊บๆ ประมาณ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เส้นทางจากตัวเมืองทองผาภูมิถึงตัวอุทยานฯ นั้นค่อนข้างคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมาก นักเดินทางต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่กันสักหน่อย ส่วนนักท่องเที่ยวขี้เมา (รถ) โปรดเตรียมถุงพลาสติกพกติดตัวไปด้วย หรือกินยาแก้เมาไว้ก่อนก็ดี หากออกเดินทางจากบ้านมาแต่เช้าตรู มาถึงแล้วแนะนำว่า ให้มาเช็คอินพักผ่อนชิลล์ๆ กันที่โฮมสเตย์บ้านอิต่อง อยู่ใกล้ๆ กับกับทางขึ้นเขาช้างเผือกเยอะ 
เก็บข้าวของเขาที่พักเรียบร้อยแล้ว ยามเย็นนี้เราขอแนะนำให้คุณมาลองซ้อมเดินขึ้นเขาแบบเบาๆ ไปยัง 'เนินช้างศึก'ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก เนินช้างศึกเป็นฐานปฏิบัติการของ ตชด. ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวของหมู่บ้านอิต่องและขุนเขาสลับซับซ้อนไกลสุดสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ ใครขึ้นมาก็จะได้เห็นเจ้าถิ่นหมอกขาวลอยเรี่ยตามขุนเขา มีหมู่บ้านอิต่องเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ งดงามราวกับเมืองในฝันเชี่ยวแหล่ะ
อีกทั้งยังเป็นจุดเฝ้าชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองกาญจน์ จากจุดนี้หากเรามองไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านอิต่อง จะสังเกตเห็นยอดเขาที่ทอดตัวยาวไกลสูดสายตา และเป็นเป้าหมายในการพิชิตของเรานั่น คือ ยอดเขาช้างเผือก ยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,249 เมตร
จากหมู่บ้านอิต่องเราต้องเดินไปยังจุดกางเต็นท์สำหรับการเตรียมตัวเป็นผู้พิชิตเขาช้างเผือกในวันรุ่งขึ้น ระยะทางไม่ใกล้และไม่ใกลเกินไปนัก ประมาณ 8 กิโลเท่านั้นเอง ใช้เวลาเดินเท้า 3-4ชั่วโมง นักเดินป่ามือใหม่ฟังแล้วอาจรู้สึกเหนื่อย แต่จริงๆ แล้วหลายคนที่มาในทริปนี้ก็เป็นคนทำงานออฟฟิศ ยังบอกว่าเดินไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวก็ถึง ไม้ได้เหนื่อยเหมือนอย่างที่คิดก่อนมากันสักหน่อย
การขึ้นไปพิชิตเขาช้างเผือก ต้องมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ คอยดูแลตลอดการเดินทางเพื่อความปลอดภัย และควรนำสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เกลือแร่ ไม้เท้า รวมทั้งกระดาษชำระฯลฯขึ้นไปด้วย ส่วนสิ่งของอื่นๆ ก็ฝากลูกหาบขึ้นไปแทน เพราะจะได้ไม่เหนื่อยและหมดแรงไปซะก่อน ค่าบริการลูกหาบราคาคนละ 700 บาท ต่อ 1 เที่ยวและขนของได้ประมาณ 30 กิโลกรัม
ตลอดเส้นทางเราจะผ่านผืนป่าและขุนเขา เดินขึ้นๆ ลงๆ ที่นับๆ ก็ราว 5 ลูกเอ้ง (ทำเสียงสูงด้วย) งาบางช่วงก็มีวิวสวยๆ ให้ดูจนเพื่อนๆ ร่วมทริปต้องร้องว้าวๆๆๆ บางช่วงก็เป็นทางสูงชันและแคบต้องใช้การเดินทางอย่างระมัดระวัง แต่นั่นก็เป็นความท้าทายของเส้นทางนี้ ที่มาพร้อมกับความสนุกตื่นเต้นและความทรงจำดีๆ ระหว่างการเดินทางไปกับแก๊งค์เพื่อน
เมื่อถึงจุดกางเต้นท์แล้ว เราต้องเดินขึ้นไปอีกราวๆ 2 กิโลเมตร เพื่อให้ได้ชื่อว่าครั้งหนึ่งเราเป็นผู้พิชิตจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก แต่กว่าจะก้าวไปพบกับคำว่า ผู้พิชิตนั้น เราต้องผ่านเส้นทางที่น่าตื่นและชวนหวาดเสียว นั่นคือ 'ผาวัดใจ' เป็นหน้าผาสูงชันประมาณ 3 เมตร ให้เราค่อยๆ ไต่เชือกขึ้นไป เมื่อผ่านมาได้แล้วพร้อมกับหัวใจเต้นตุ๊บๆๆ ต่อมๆ ก็เจอกับ 'สันคมมีด' สันเขาที่มีทางเดินค่อนข้างแคบ หากใครผ่าน 2 จุดนี้ได้สำเร็จ คำว่าผู้พิชิตยอดเขาช้างเผือกก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ระหว่างทางที่เดินบนสันคนมีด นักท่องเที่ยวสามารถเห็นวิวรอบตัวแบบ 360องศา อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย ทำให้เดินเพลินๆ มาถึงจุดกางเต้นท์ได้อย่างสบาย
พอค่ำลงที่นี่มีอากาศที่เย็นพอสมควร นักท่องเที่ยวควรเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย หรือจะขนผ้าพันคอ ถุงมือ ถุงเท้า หมวก มาเป็นพร็อบเสริมก็ยิ่งช่วยให้ท้าลมหนาวได้สนุกขึ้น ส่วนยามค่ำคืน นักท่องท่องเที่ยวยังสามารถออกมานอนนับดาว กอดลมหนาว เฝ้าดูดาวตก (ถ้าไม่ง่วงหลับไปซะก่อนนะ) และหากมากับคนพิเศษด้วยละก็ ไม่บอกก็รู้ใช่ไหมว่า ค่ำคืนนี้จะโรแมนติกขนาดไหน
การขึ้นมามาพิชิตยอดเขาช้างเผือก เป็นอีกหนึ่งทริปในฝันของนักท่องเที่ยว นักถ่ายภาพ นักผจญภัย ที่ต้องหาโอกาสมาสัมผัสกันให้สักครั้ง เพราะนอกจากจะได้เห็นวิวๆ สวยให้ตื่นตาตื่นใจตลอดทางแล้ว เส้นทางที่คุณจะมาพิชิตยังเป็นมีความเสียวนิดๆ ให้คุณกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้สามบ้านแปดบ้าน
หน้าหนาวนี้หากคุณยังไม่มีโปรแกรมในใจที่ไหนเป็นพิเศษ ตามมาพิชิตยอดเขาช้างเผือกด้วยกัน แล้วคุณจะเห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงอย่างภาคกลาง ยังมีอะไรให้คุณได้ตื่นตาตื่นใจอีกเยอะ
ในช่วงวันหยุดยาวนี้ที่ยังไม่รู้จะไปเคาท์ดาวน์ในเทศกาลปีใหม่ที่ไหน ขอแนะนำให้ลองมาที่ "เขาช้างเผือก" ดินแดนแห่งธรรมชาติอัศจรรย์ แดนสวรรค์ตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี กันนะครับ แล้วคุณจะได้ไปเล่าให้เพื่อนฟังว่าเมืองไทยยังมีที่ที่จะต้องไปอีกเยอะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. สำนักงานกาญจนบุรี โทร.0 3451 1200
เรื่องและภาพ: ทศพร สุภาพ

ไปภูเรือ ดูดอกไม้ สถานีทดลองเกษตร จ.เลย


ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานีทดลองปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวเพื่อนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าทดลอง เผยแพร่ออกไปให้แก่เกษตรกร
สถานีทดลองเกษตรที่สูงแห่งนี้ โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ของภูเขาสูง และอากาศที่หนาวเย็น นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชม ศึกษาแปลงทดลองการเกษตรภายในสถานีฯ ได้
มีจุดที่น่าสนใจได้แก่ แปลงไม้ดอกเมืองหนาว อันถือเป็นจุดเด่นของสถานีฯ ทีเดียว เนื่องจากจุดที่ตั้งของสถานีฯเป็นจุดที่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ ประดับเมืองหนาวได้มากมายหลายชนิด เทียบเท่ากับพื้นที่ทางเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย แต่ที่นี่จะพิเศษกว่าตรงที่หนาวก่อน และหนาวยาวนานกว่า จึงสามารถจะมาเที่ยวชมความงามของดอกไม้ประดับเมืองหนาวที่นี่ได้ก่อน และระยะเวลาในการบานอวดสีสันของบรรดาไม้ดอกเหล่านี้ก็จะอยู่คงทนต่อไป จนถึงราวเดือนมีนาคมเลยทีเดียว
นอกแปลงไม้ดอกเมืองหนาวแล้ว ก็มี ทุ่งซัลเวียและแปลงรวบรวมไม้ผลเมืองหนาว, แปลงไม้กฤษณา, สวนไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ, แปลงสตรอเบอรี่, แปลงมะคาเดเมีย, โรงเรือนเพาะชำไม้กระถาง
สถานีฯ มีบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยว ได้ 2 หลัง แต่ละหลังพักได้ตั้งแต่ 6-10 คน มีที่กางเต็นท์ ตรงบริเวณลานสนสาใบ อยู่ไม่ไกลจากอาคารสำนักงานมากนัก สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 100 คน มีโรงครัวกลางขายอาหารตามสั่ง ทั้งนี้หากไปในช่วงวันเสาร์ - อาทิตย์ ควรติดต่อไปล่วงหน้า
ที่ตั้ง: ตำบลปลาบ่า อ.ภูเรือ จ. เลย
โทร. 042-891199, 042-891398

จิบกาแฟ... แลเหยี่ยว เที่ยวชุมพร-ระนอง


เมื่อคิดถึงที่เที่ยวของชุมพร เรามักนึกถึงท้องทะเลและหาดทรายก่อนเพื่อน เพราะที่นี่มีท่าขึ้นเรือไปยังเกาะนางยวน เกาะเต่า และอีกสารพัดเกาะที่ชวนให้ไปเยือน ส่วนระนอง หากไม่นึกถึงน้ำแร่ เราก็มักคิดถึง เกาะพยาม ที่กำลังฮอตฮิตมาแรงแซงโค้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองจังหวัดมีดีเพียงเท่านั้น... ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานชุมพร ชวน "นายรอบรู้" ไปเที่ยว จ. ชุมพร - จ. ระนอง เราไปแล้วพบว่า ที่นี่มีกิจกรรมท่องเที่ยวสนุกๆ มีรสชาติ และได้ความรู้อีกมากมายหลายแบบ เช่น การไปชิมกาแฟโรบัสตารสเข้มที่คั่วและชงกันสดใหม่ที่ก้องวัลเลย์ การชมฝูงเหยี่ยวอพยพนับแสนตัวอันน่าตื่นตาตื่นใจ บนเขาดินสอ อ. ปะทิว รวมไปถึงเที่ยวตลาดเทศบาลในตัวเมืองระนอง ที่มีสินค้าแปลกตามากมายจากพม่า หลายสิ่งน่าสนใจ จนอยากชวนคุณผู้อ่านมาเที่ยวด้วยกัน!
มีคนบอกว่าถ้ามาชุมพรแล้ว ควรหาโอกาสแวะไปสักการะศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สักครั้ง ศาลของท่านเป็นสถานที่ที่คนชุมพรเคารพศรัทธาอย่างยิ่ง ดังเป็นหนึ่งในคำขวัญของจังหวัดชุมพรว่า "ประตูภาคใต้ ไหว้เสด็จในกรม ชมไร่กาแฟ แลหาดทรายรี ดีกล้วยเล็บมือ ขึ้นชื่อรังนก"
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์เป็นผู้วางรากฐานวิชาการทหารเรือตามแบบตะวันตกขึ้นในสยาม จึงมีผู้ตั้งสมญานามให้ว่า "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" บางทีคนก็เรียกพระองค์ด้วยความคุ้นเคยว่า "เสด็จเตี่ย" เนื่องจากในสมัยที่กรมหลวงชุมพรฯ ทรงบริหารโรงเรียนนายเรือนั้น ทรงไม่ได้ถือพระองค์ และโปรดให้นักเรียนเรียกพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" ด้วยถือพระองค์เป็น "พ่อ" นักเรียนเป็น "ลูก" คนชุมพรนับถือกรมหลวงชุมพรฯ มาก โดยเฉพาะทหารเรือกับชาวประมง ในชุมพรมีศาลเสด็จในกรมหลายศาล ที่สำคัญมีอยู่ 2 แห่ง คือศาลหลังเดิมที่หาดทรายรี อ. เมือง ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของพระองค์ตราบจนสิ้นพระชนม์ ศาลหลังเดิมนี้สร้างเป็นศาลบนเรือรบหลวงพระร่วงจำลองหันหน้าออกสู่ทะเล ศาลที่สำคัญอีกแห่งคือ ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์แห่งใหม่ บริเวณปากน้ำหลังสวน สร้างเป็นอาคารทรงเรือรบหลวงจักรีนฤเบศรจำลอง กว้าง 29 เมตร ยาว 79 เมตร สูง 6 เมตร นับเป็นศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ด้านล่างของศาล หรือบริเวณใต้ท้องเรือรบหลวงฯ จัดแสดงนิทรรศการประวัติและผลงานของพระองค์ท่าน ส่วนบนดาดฟ้าของเรือมีศาลที่ประดิษฐานรูปหล่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งจะมีผู้มานมัสการ จุดประทัด และยิงปืนแก้บนไม่ขาดสาย โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงที่เชื่อว่าพระองค์ท่านจะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยจากอันตรายในท้องทะเล บนดาดฟ้าของเรือยังเป็นจุดชมทิวทัศน์ สามารถมองเห็นชายหาดที่ทอดยาวบริเวณปากน้ำหลังสวนได้ไกลสุดสายตา
เกาะพิทักษ์ - พิทักษ์ไว้ซึ่งวิถีชาวเลอันงดงาม
จากศาลกรมหลวงชุมพรฯ เราไปเที่ยวต่อที่เกาะพิทักษ์ อ. หลังสวน เกาะเล็กๆ ในทะเลอ่าวไทยที่คนที่นั่นยังดำรงวิถีชาวเลอันเรียบง่ายและงดงาม ที่มาของชื่อ "เกาะพิทักษ์" นั้น เล่ากันว่าครั้งหนึ่งในอดีต มีชายคนหนึ่งแล่นเรือหนีคดีความเข้ามาใกล้เกาะแห่งนี้แล้วเกิดได้ยินเสียงตะโกนเรียกให้ขึ้นเกาะ แต่เมื่อแล่นเรือไปใกล้กลับไม่พบคน เขาจึงคิดว่าเสียงนั้นคือ "ผีทัก"ชวนให้มาอยู่ด้วย ต่อมาชายผู้นี้จึงพาคนมาตั้งถิ่นฐานกลายเป็นต้นตระกูลของคนเกาะพิทักษ์ การจะข้ามไปเที่ยวนั้น เราต้องมารอเรือที่ท่าน้ำเกาะพิทักษ์ จ่ายค่าเรือคนละ 10 บาทต่อเที่ยว นั่งเรือ ไม่ถึง 20 นาที ก็จะได้ขึ้นฝั่งมาเที่ยวเล่นกันบนเกาะ "ผีทัก" ได้สมใจ
การทำประมง เปรียบเหมือนลมหายใจของคนที่นี่ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านช่วยกันทำประมงแบบ "ลด ละ เลิก"ใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างทุกประเภท จึงทำให้ทรัพยากรในทะเลบริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์ หากมาเดินเล่นรอบเกาะ เราจะได้เห็นแผงปลาของชาวบ้านตากไว้เรียงรายเต็มชายหาด ชาวบ้านใช้เวลาว่างนั่งซ่อมอวน-เครื่องมือจับปลาที่สำคัญ เด็กๆ ดำผุดดำว่ายเล่นน้ำ ราวกับท้องทะเลคือสนามเด็กเล่นของพวกเขา ขณะที่ชาวบ้านบางกลุ่มตกเบ็ดหาปลาโดยใช้หนวดปลาหมึกเป็นเหยื่อ ได้ทั้งปลาอินทรีย์ ปลากุเรา และปลาเก๋า นอกจากนี้ยังจะได้เห็นทิวมะพร้าวเรียงรายริมหาด เพราะคนเกาะพิทักษ์ทำสวนมะพร้าวเป็นรายได้เสริมนอกจากการทำประมง หากสนใจจะพักค้างคืน ชาวบ้านก็ยินดีต้อนรับ ที่นี่มีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์ ซึ่งได้บรรยากาศเหมือนเป็นลูกหลาน คิดราคาคนละ 550-800 บาท แลกกับการไปนอนฟังเสียงคลื่น ออกไปเล่นน้ำ และกินอาหารทะเลสดๆ อีก 3 มื้อนั้นช่างคุ้มแสนคุ้ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีก เช่น พายเรือคายัค ออกเรือไปไดหมึก หรือดำน้ำดูปะการัง ใครไปแล้วเกิดติดใจอยากพักค้างคืนแต่ไม่ได้เตรียมข้าวของเครื่องใช้มา ก็ไม่ต้องห่วง แม้เกาะพิทักษ์ไม่มี 7-11 มีแต่ "7- elephant" ให้ซื้อแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ได้ทุกอย่าง ก่อนกลับ เราขอแนะนำของฝากขึ้นชื่อ คือ ปลาอินทรีย์เค็ม ซึ่งมีสูตรเฉพาะ คือนำไปหมักเกลือแล้วนำมาฝังทราย 25-30 วัน ก่อนนำขึ้นมาตากแดด จะทำให้ปลาเค็มมีรสอร่อยไม่เหมือนใคร ส่วนราคานั้นนับว่าถูกกว่าบนฝั่ง หากพลาดซื้อมาลองชิมแล้วจะเสียใจ
เหยี่ยวอพยพ: นักเดินทางจากแดนไกล
วันรุ่งขึ้น เราไปชมเหยี่ยวอพยพกันที่จุดชมวิวเขาดินสอ อ. ปะทิว จ. ชุมพร -- "เหยี่ยว" ในที่นี่ไม่ได้หมายถึงแค่เหยี่ยวอย่างเดียว หมายรวมถึงนกล่าเหยื่อ (Raptor) ทั้งเหยี่ยว อินทรี และอีแร้ง ซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนแถบขั้วโลกเหนือ ทั้งรัสเซีย มองโกเลีย และจีน เมื่อถึงเดือนกันยายน อากาศจะเริ่มหนาวเย็นและมีหิมะ ทำให้บรรดานกนักล่าเริ่มขาดแคลนอาหาร จึงต้องบินอพยพลงมาทางซีกโลกใต้ ซึ่งมีอากาศอบอุ่นและอาหารอุดมสมบูรณ์กว่า การบินข้ามน้ำข้ามทะเลอันยาวไกลนั้น ต้องใช้พลังงานมหาศาล นกจึงเลือกเส้นทางบินบนแผ่นดินมากกว่าบินเหนือทะเล เนื่องจากจะใช้ความร้อนจากแผ่นดินช่วยพยุงให้ลอยตัวไปเพื่อประหยัดพลังงาน ด้วยเหตุนี้เอง บริเวณที่พื้นที่แผ่นดินแคบอย่าง จ. ชุมพร จึงเหมือนเป็นทางคอขวด บีบให้ฝูงเหยี่ยวบินผ่านจำนวนมาก ทำให้เราสามารถมาชมฝูงเหยี่ยวอพยพได้ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณเขาดินสอแห่งนี้ รวมทั้งที่เทศบาล ต. ท่ายาง ใน อ. เมือง โดยสามารถดูได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.-พ.ย. และเมื่อเหยี่ยวอพยพกลับ ในเดือน ก.พ.-พ.ค. จะชมได้อีกครั้ง ในวันที่เรามาชมนั้น เป็นวันเปิดงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ จ. ชุมพร ซึ่งจัดมาถึง 10 ปีแล้ว ครั้งนี้ได้เปิดอาคารศูนย์การศึกษาธรรมชาติเขาดินสอด้วย ในอาคารจัดแสดงเส้นทางบินอพยพหนีหนาวของเหยี่ยว จากไซบีเรีย ผ่าน จ. ชุมพร มุ่งไปสู่อินโดนีเซีย และภาพนกนักล่าชนิดต่างๆ ที่พบบริเวณนี้ด้วยเหยี่ยวจะบินสูงมากเหนือหัวเรา มองด้วยตาเปล่าจะเห็นตัวเล็กจิ๋วเหมือนแมงหวี่ ดังนั้นการจะชมให้ชัดเจนต้องใช้กล้องส่องทางไกลหรือเทเลสโคป ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการดูเหยี่ยวขณะบินช่วยให้จำแนกประเภทของเหยี่ยวได้ง่ายกว่าดูนกยืนนิ่งในป่า เพราะเห็นลวดลายใต้ปีก และรูปร่างเหยี่ยวได้ชัดเจน
เหยี่ยวที่พบเห็นได้บ่อย ได้แก่ เหยี่ยวผึ้ง เหยี่ยวหน้าเทา เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน และยังพบนกหายากอย่าง เหยี่ยวทุ่ง อินทรีปีกลาย อินทรีเล็ก เหยี่ยวดำ แต่ที่พบมากที่สุดในช่วงปลายๆ เดือนตุลาคมซึ่งเป็นวันที่เราไปนั้น คือ เจ้าเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ หรือ "Black Baza" ฝูงใหญ่ที่บินมาโชว์ตัว ร่อนไปร่อนมาบนฟากฟ้าผ่านไปไม่ขาดสาย บางฝูงบินมากันหลายร้อยตัว เมื่อคว้ากล้องส่องทางไกลมาดูก็ช่างตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด
จากคอคอดกระสู่กาแฟรสเข้ม
ความทรงจำในอดีตย้อนคืนมาอีกครั้ง เมื่อเรามาถึง "คอคอดกระ" ซึ่งคุณครูสมัยประถมฯ พร่ำสอนให้จำขึ้นใจว่า เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู โดยมีระยะจากฝั่งทะเลทางตะวันตกจรดตะวันออก กว้างเพียง 45 กม. เมื่อมายืนตรงนี้เราจะมองเห็นแม่น้ำกระบุรี ไหลกั้นพรมแดนไทยกับพม่า อาจด้วยความแคบของแผ่นดินบริเวณนี้นี้เอง จ. ระนองจึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมที่พัดพาฝนเข้ามาเกือบตลอดปี มีฝนตกชุกถึง 8 เดือน ที่เรียกว่า "ฝน 8 แดด 4" อันเป็นสภาพภูมิอากาศที่ทำให้กาแฟพันธ์โรบัสตาให้ผลดีจนเป็นของขึ้นชื่อ
เรามาตามรอยกาแฟกันที่ ก้องวัลเลย์ อ. กระบุรี จ. ระนอง สถานที่ที่คอกาแฟห้ามพลาด เนื่องจากคุณก้อง-สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์ เปิดบ้านของตนเองเป็นร้านกาแฟ ที่พัก และแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกและคั่วกาแฟพันธุ์โรบัสตา เมล็ดกาแฟของที่นี่คัดสรรเมล็ดโดยใช้วิธีเดียวกับกาแฟอราบิกาที่ปลูกในภาคเหนือ กรรมวิธีที่โดดเด่นคือ การคั่วกาแฟแบบอาหรับโบราณ โดยใช้ไม้อบเชยซึ่งมีกลิ่นหอม คั่วเมล็ดกาแฟในกระทะเล็กๆ ทีละกระทะ คุณก้องบอกว่าเป็นการคั่วที่มี "emotion" เพราะสามารถคัดเมล็ดกาแฟที่ไม่มีคุณภาพออกได้ตามใจ ต่างกับการคั่วด้วยเครื่องคั่วอัตโนมัติ
หลังเรานั่งชมเมล็ดกาแฟถูกคั่วจนค่อยๆ เปลี่ยนสีจากขาวจนน้ำตาลเข้มอย่างเพลิดเพลิน คุณก้องก็เชื้อเชิญให้ชิมกาแฟเอ็กเพรสโซของเขา ที่ชงจากเมล็ดที่คั่วและบดใหม่ๆ กาแฟแก้วนี้จึงเป็นกาแฟที่สดที่สุด มาจากกรรมวิธีการทำอันมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร จนได้กาแฟกลิ่นหอมกรุ่น และมีรสชาติเข้มข้นถึงใจตามแบบฉบับกาแฟโรบัสตาทุกประการ (ติดตามได้ ตอนที่ 2 เร็วๆนี้)

เรื่องและภาพ: ปณัสย์ พุ่มริ้ว